พี่ชายคนรอง “บูม จิรัชพิสิษฐ์” รับทราบข้อหาร่วมฟอกเงิน ปัดรับ 100 ล้านนักธุรกิจ

พี่ชายคนรอง

พี่ชายคนรอง  นายธนสิทธิ์ จารวิจิต พี่ชายคนรองของนายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือบูม ดารานักแสดง เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปรามตามหมายเรียก เมื่อวานนี้

พี่ชายคนรอง เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา “ร่วมกันฟอกเงิน” ในคดีหลอกนายเออาร์นี โมตาวา ซาริมา นักธุรกิจชาวฟินแลนด์ ลงทุนซื้อหุ้นด้วยเงินสกุลบิตคอยน์ จำนวน 797 ล้านบาท โดยตำรวจพบมีเงินกว่า 100 ล้านบาทจากผู้เสียหายโอนเข้าบัญชีนายธนสิทธิ์ และมีการโอนเงินไปที่บัญชีนายปริญญา เบื้องต้นนายธนสิทธิ์ให้การปฏิเสธและยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ โดยได้เตรียมพยานหลักฐาน เอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในคดีมามอบให้พนักงานสอบสวนด้วย

พี่ชายคนรอง

เมื่อนายธนสิทธิ์เดินทางไปถึงกองปราบฯ ก็เข้าไปในห้องสอบสวนให้ปากคำเกี่ยวกับคดี โดยขั้นตอนคือตำรวจจะแจ้งข้อกล่าวหาและปล่อยตัวกลับ เนื่องจากเป็นการเข้าพบตามหมายเรียก

คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อนายเออาร์นี โมตาวา ซาริมา นักธุรกิจชาวฟินแลนด์ เข้าแจ้งความกองปราบฯ ว่าถูกนายปริญญา จารวิจิต และพวก หลอกลงทุนซื้อหุ้นด้วยเงินสกุลบิตคอยน์ จำนวน 797 ล้านบาท ซึ่งต่อมาศาลออกหมายจับนายปริญญา น.ส.สุพิชย์ฌา และนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม ดารานักแสดงหนุ่ม สามพี่น้อง ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน เนื่องจากพบนายปริญญาโอนเงินที่หลอกลวงมาได้ไปเข้าบัญชี น.ส.สุพิชฌาย์ และนายจิรัชพิสิษฐ์

ต่อมาตำรวจออกหมายเรียกนายธนสิทธิ์ เนื่องจากพบความเชื่อมโยงทางบัญชีการเงิน โดยนายธนสิทธิ์รับโอนเงินจากนายเออาร์นีโดยตรงกว่า 100 ล้านบาท ก่อนที่เงินดังกล่าวจะถูกโอนเข้าบัญชีนายปริญญา พี่ชาย ส่วนคดีร่วมกันฉ้อโกง ตำรวจกองปราบฯ สรุปสำนวนส่งฟ้องผู้ต้องหา 4 คน คือ นายปริญญา น.ส.สุพิชย์ฌา นายธนสิทธิ์ และนายจิรัชพิสิษฐ์ ต่ออัยการไปก่อนหน้านี้แล้ว ขณะที่คดีร่วมกันฟอกเงิน มีการดำเนินคดีรวม 6 คน คือนายปริญญา น.ส.สุพิชย์ฌา นายธนสิทธิ์ นายจิรัชพิสิษฐ์ นายสุวิทย์และนางเลิศฉัตรกมล จารวิจิต บิดาและมารดา มีการแจ้งดำเนินคดีแล้ว 4 คน เหลือพ่อและแม่ที่จะมารับทราบข้อหาวันพรุ่งนี้ (1 พ.ย.)

ภายหลังให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนกองปราบฯ นานกว่า 2 ชั่วโมง นายธนสิทธิ์กล่าวว่า วันนี้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันฟอกเงินตามหมายเรียก ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว หรือเป็นล่ามให้พี่ชายเจรจากับนายเออาร์นี โมตาวา ซาริมา ผู้เสียหายเรื่องการลงทุน และมั่นใจในพยานหลักฐานที่นำมายื่นต่อพนักงานสอบสวนในวันนี้ ว่าจะสามารถตอบข้อสงสัยให้กับพนักงานสอบสวนได้

นายธนสิทธิ์ชี้แจงกรณีมีข่าวว่ามีเงินจากบัญชีนายเออาร์นีโอนเข้าบัญชีตนเองกว่า 100 ล้านบาท ยืนยันไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชีตนเอง และที่ผ่านมาก็ไม่เคยพูดคุยกับผู้เสียหายในเรื่องของการลงทุน แต่ยอมรับว่ามีเงินโอนมาจากบัญชีของบริษัท บิทคอยน์ ประเทศไทย จำกัด ซึ่งขึ้นตรงกับธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านเข้ามาที่บัญชี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจบิตคอยน์ที่จะมีเงินเข้า-ออกมาโดยตลอด

นายธนสิทธิ์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ครอบครัวอยู่ระหว่างเตรียมนำเอกสารจากสถานกงสุล ที่พี่ชายได้ทำไว้ว่าจะเดินทางกลับมามอบตัวสู้คดีในประเทศไทย ยื่นประกอบคำขอประกันตัวต่อศาล และขอความเป็นธรรมว่าพี่ชายไม่ได้หลบหนี เชื่อว่าหากพี่ชายได้ประกันตัวจะแก้ไขปัญหาหรือพูดคุยกับผู้เสียหาย ทำให้คดีคลี่คลายและจบลงได้.

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ผงะ หนุ่มนอนตายในรถ จอดค้างอยู่ 2 วัน เด็กปั๊มเพิ่งเอะใจ

ผงะ

ผงะ หนุ่มนอนตายในรถ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (29 ต.ค.) พ.ต.ท.สำเนียง ปัญญาโน สารวัตรสอบสวนสภ.นาเฉลียง อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์

ผงะ หนุ่มนอนตายในรถ ได้รับแจ้งเหตุว่ามีคนนอนเสียชีวิตในรถยนต์ ภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง จึงเดินทางไปตรวจสอบ

ผงะ

ที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตเป็นชาย เสียชีวิตอยู่ในรถยนต์กระบะ อีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน ญค 8594 กรุงเทพมหานคร ในสภาพท่านั่งอยู่ด้านคนขับ ทราบชื่อคือนายธานี เป็นชาว จ.ระยอง ในรถยังพบเสื้อผ้าผู้ตายแขวนไว้ และมีเอกสารการส่งสินค้าประเภทปุ๋ยการเกษตรจำนวนหนึ่งวางอยู่

จากการสอบถามพนักงานปั๊มน้ำมันทราบว่า เห็นรถคันดังกล่าวจอดอยู่ตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่มาแปลกใจว่าทำไมจอดรถเอาไว้ถึง 2 วัน จึงมองผ่านกระจกรถที่ติดฟิล์มรถค่อนข้างหนา เห็นว่ามีคนอยู่ จึงทำการเคาะกระจกเรียกแต่ไม่มีการตอบรับ จึงรีบแจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ

เบื้องต้น คาดว่าผู้ตายน่าจะเสียชีวิตจากโรคประจำตัว หรืออาจจะจอดรถนอนหลับ แล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งเอาไว้ แล้วเครื่องยนต์เกิดดับ ซึ่งคงต้องรอทำการตรวจสอบให้แน่ชัดอีกครั้ง

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

รวบทั้งพระทั้งคน-บุกกุฏิวัดดังจับพระค้ายาบ้า ก่อนสาวถึงต้นตอตัดตอนทั้งขบวนการ

รวบทั้งพระทั้งคน

รวบทั้งพระทั้งคน-บุกกุฏิวัดดังจับพระค้ายาบ้า( 27 ต.ค. 61 ) ชุดปฏิบัติการข่าว ของทหารมณฑลทหารบกที่ 32 ลำปาง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งฝาย เข้าตรวจค้น กุฎิพระลูกวัด ในบริเวณวัดชื่อดังแห่งหนึ่ง (พระเจดีย์ซาวหลัง) ในพื้นที่ ต.ต้นธงชัย อ.เมือง

รวบทั้งพระทั้งคน-บุกกุฏิวัดดังจับพระค้ายาบ้าผลจากการตรวจค้น พบพระเสกสรร ปุญญนาโค (รักบุญ) อายุ 28 ปี ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ ต.ต้นธงชัย อ.เมือง อยู่ภายในกุฎิ พบของกลาง ยาเสพติดประเภทที่ 1 (ยาบ้า) สีส้ม ประทับอักษร “WY” แยกบรรจุ ในหลอดสีส้ม หลอดละ 5 เม็ด จำนวน 9 หลอด ใส่รวมกันในกล่อง ลูกอมฮอลล์ ซุกซ่อนภายในบาตรพระ วางอยู่บนที่นอน และยังพบอุปกรณ์การเสพยาบ้า ทำด้วยพลาสติกใส 1 อัน วางอยู่บ้านพื้นใกล้กับที่นอน

รวบทั้งพระทั้งคน

ซึ่งขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจค้นภายในกุฎิพระรูปดังกล่าว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้รับการประสานจาก สภ.เมืองลำปาง ว่าได้จับกุม ผู้ต้องหาค้ายาเสพติด ในเขต ต.สบตุ๋ย ได้ของกลางจำนวน 197 เม็ด เจ้าตัวให้การซัดทอดว่า ของกลางส่วนหนึ่ง รับมาจากพระเสก ไม่ทราบชื่อ สกุลจริง ซึ่งเป็นพระ ลูกวัดชื่อดัง

โดยพฤติกรรมมักจะนำยาบ้าใส่ถุงพลาสติกห่อมัดให้แน่น ขว้างข้ามกำแพงวัด บริเวณที่ลับตาคน ให้ลูกค้า ส่วนเงินซื้อขายยาบ้า ก็ทำลักษณะเดียวกัน คือ ให้ลูกค้ามัดรวมกันให้แน่น แล้วขว้างข้ามกำแพง

หลังรับทราบข้อมูลเจ้าหน้าที่จึงได้ประสาน พระราชจินดานายก ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดลำปาง เพื่อแจ้งจุดประสงค์ ให้ทราบ และทำการสึกพระ และลาสิกขา ให้พ้นจากการเป็นพระสงฆ์ทันที พร้อมทั้งควบคุมตัวพระไปสอบสวนทำการขยายผลหาแหล่งที่มาต่อไป

และจากการสอบถาม นายเสกสรรค์ ให้การว่า รับยาบ้ามาจาก นายป๊อบ กับ นายดุ๊กดิ๊ก ไม่ทราบชื่อสกุลจริง อยู่บ้านแม่ทรายคำ ต.ต้นธงชัย อ.เมือง จะติดต่อกันทางเฟซบุ๊ก มักจะนำยาบ้ามาส่งให้ตนครั้งละ 100-200 เม็ด

โดยจะนำยาบ้ามาซุกไว้ในเสาไฟฟ้า ข้างกำแพงวัด แล้วให้ตนไปเอายาบ้า และ นำเงินค่าซื้อขายยาบ้าซุกแทนที่ หลังรับทราบข้อมูล และการตรวจสอบข้อมูลทางการข่าว จนทราบที่อยู่ของขบวนการค้ายาบ้า เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังบุกจู่โจมเข้าตรวจค้นที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ต.ต้นธงชัย อ.เมือง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ซุกซ่อนยาเสพติด

ก่อนจะร่วมกันควบคุมตัว นายป๊อบ ชื่อจริง นายอนุรุต อายุ 22 ปี อยู่บ้านหลังดังกล่าว และ นายดุ๊กดิก ชื่อจริง คือ นายอนุพงษ์ อายุ 19 ปี ภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ ต.ต้นธงชัย อ.เมือง จ.ลำปาง

ผลจากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ พบยาเสพติดประเภทที่ 1 (ยาบ้า) เม็ดสีส้ม รวมยาบ้าทั้งหมด 2,703 เม็ด เบื้องต้น นายอนิรุต เจ้าของบ้าน และ นายอนุพงษ์ รับสารภาพว่า ยาบ้าทั้งหมดที่พบเป็นของตนเองทั้งคู่ โดยรวบรวมเงินกันสั่งซื้อมาจำหน่าย เจ้าหน้าที่จึงได้ ควบคุมตัว ทั้งหมดส่ง พนง.สอบสวน สภ.ทุ่งฝาย ดำเนินคดีต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

จ่อออกหมายจับ “ดีเจซัน” ตำรวจรวมหลักฐาน อึ้งพบหนังสือทารุณสัตว์

จ่อออกหมายจับ

จ่อออกหมายจับ ตำรวจรวบรวมหลักฐานเพื่อเตรียมออกหมายจับ “ดีเจซัน” คดีทารุณกรรมแมว เผย ไม่ต้องรอหมายเรียกตัวครั้ง 2 ผงะ

จ่อออกหมายจับ  จากกรณีที่ น.ส.วรารัตน์ หรือ ดีเจซัน อายุ 30 ปี ผู้ต้องสงสัยคดีทารุณกรรมแมว จากการขอรับแมวจากเพจหาบ้านฯ ไปเลี้ยง เจ้าของแมวเห็นผิดปกติจึงโทรศัพท์ไปสอบถามและขอแมวคืน กลับได้รับการปฏิเสธและบ่ายเบี่ยงจากดีเจสาวเรื่อยมา

จ่อออกหมายจับ

กระทั่งเจ้าของแมวเห็นท่าไม่ดีจึงเข้าแจ้งความ ดีเจสาวจึงได้นำแมวมาที่สถานีตำรวจ ในสภาพกลายเป็นศพ ตายผิดธรรมชาติ โดยอวัยวะภายในหายไปทั้งหมด ขณะที่ดีเจสาวให้การปฏิเสธฆ่าแมว อ้างหลุดขณะนำไปให้เพื่อน พบอีกทีแมวตายแล้ว ต่อมาตำรวจออกหมายเรียก “ดีเจซัน” มาให้ปากคำ แต่เจ้าตัวอ้างป่วย และขอเลื่อนการเข้าพบตำรวจออกไปนั้น

ล่าสุด (2 ต.ค. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.วุฒิชัย ไทยวัฒน์ ผกก.สน.เพชรเกษม ได้เชิญตัวล่ามผู้เชี่ยวชาญภาษาญี่ปุ่นเข้าพบ เพื่อหารือและสอบถามกรณีของกลาง ซึ่งเป็นหนังสือวรรณกรรมญี่ปุ่นที่ตรวจยึดมาได้จากบ้านของ “ดีเจซัน” ที่คอนโดฯ ย่านถนนกรุงธนบุรี ซอย 1

โดย พ.ต.อ.วุฒิชัย เปิดเผยว่า หลังจากที่ชุดพนักงานสอบสวนดำเนินการออกหมายค้นที่พักของดีเจซัน ทั้งที่บ้านพ่อกับแม่ย่านทวีวัฒนา และห้องพักที่คอนโดมิเนียมย่านถนนกรุงธนบุรี ซอย 1 ได้พบหลักฐานสำคัญที่น่าจะมีความเชื่อมโยงกับข้อหา “กระทำการอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร” ตามหมายเรียก ทั้งโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ซีพียูคอมพิวเตอร์ รวมถึงหนังสือหนังสือวรรณกรรมภาษาญี่ปุ่นรวมทั้งสิ้น 16 เล่ม

ทั้งนี้ มีหนังสือ 2 เล่ม ที่ผู้เชี่ยวชาญภาษาญี่ปุ่นระบุว่า เนื้อหาส่อไปในแนวเปิดเผยวิธีการทารุณกรรมทั้งคนและสัตว์อย่างรุนแรง มีภาพและเนื้อหาที่น่ากลัว ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ โดยหลังจากนี้จะมอบให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทั้งหมด ส่งตรวจที่กองพิสูจน์หลักฐานต่อไป

“หลักฐานทั้งหมดที่เรายึดมาได้เหล่านี้ มีความชัดเจนเพียงพอจะสามารถขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับดีเจซัน ในข้อหากระทำการอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควรได้ในทันที โดยไม่ต้องรอการออกหมายเรียกตัวเป็นครั้งที่ 2 จากพนักงานสอบสวน” พ.ต.อ.วุฒิชัย กล่าว

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ฝากขังอดีตพระเอก “คูณ คณิน” ทันตกรรมเถื่อน ญาติเตรียมหลักทรัพย์ลุ้นประกันตัว

ฝากขังอดีตพระเอก

ฝากขังอดีตพระเอก เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัว นายคณิน บัดติยา หรือ คูณ คณิน อายุ 32 ปี ดารานักแสดง เจ้าของคลินิกเถื่อน หลังจากใบอนุญาตหมดอายุมาแล้ว 5 ปี

ฝากขังอดีตพระเอก จากกรณีที่เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าบุกค้นร้านเดอะแซ็ป สหคลินิก ถนนพหลโยธิน แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กทม และจับกุมตัว นายคณิน อดีตพระเอกและนักแสดงชื่อดัง ในข้อหาอ้างตัวว่าเป็นทันตแพทย์และลักลอบเปิดคลินิกหรือสถานทันตกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต

ฝากขังอดีตพระเอก

ทั้งนี้เมื่อวานนี้ (23 ต.ค.) นายเสกสรรค์ เสนาชู ทนายของ “คูณ คณิน” ได้ให้สัมภาษณ์แก้ต่างเรื่องราวทั้งหมดว่า “คูณ คณิน” ไม่ได้เป็นเจ้าของคลินิกและเป็นทันตแพทย์ที่เรียนจบมาจากประเทศฟิลิปปินส์ ขณะนี้ทั้งเจ้าตัวและคลินิกกำลังอยู่ในขั้นตอนขอใบอนุญาต

โดยในวันนี้ (24) หลังจากที่ “คูณ คณิน” ถูกกักตัวอยู่ในห้องขังเป็นเวลา 2 คืน เนื่องจากเมื่อวานไม่สามารถประกันตัวได้ เนื่องจากเป็นวันหยุด โดยในเวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.พหลโยธิน ได้นำตัว “คูณ คณิน” ไปยังศาลอาญารัชดา และในเวลา 11.10 น. เมื่อเจ้าตัวได้ถูกนำตัวมาถึง เจ้าหน้าที่ก็ได้พาตัว “คูณ คณิน” มาฝากขัง โดยเจ้าตัวไม่ตอบคำถามใด ๆ กับสื่อมวลชน ซึ่งคาดว่ากระบวนการการฝากขังและขอประกันตัวจะแล้วเสร็จในช่วงบ่ายวันนี้

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

พยานยัน เก๋งชนราวสะพาน รถเละขาด 2 ท่อน ดับ 6 เพราะน้ำขังบนถนน

พยานยัน

พยานยัน ผู้เห็นเหตุการณ์รถเก๋งชนราวสะพาน จนตัวรถขาด 2 ท่อน เข้าให้ปากคำกับตำรวจ เผยรถคันดังกล่าวขับมาด้วยความเร็ว และเกิดลื่นเสียหลักเพราะน้ำขังบนถนน

พยานยัน จากกรณี เมื่อเวลา 03.30 น. วันที่ 21 ต.ค. ที่ผ่านมา ตำรวจ สภ.พระอินทร์ราชา อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งอุบัติเหตุรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า แจ๊ส สีฟ้า

ชนราวสะพานข้ามคลองหนึ่ง บนถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าสระบุรี หมู่ที่ 9 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา จนรถมีสภาพขาดเละ 2 ท่อน

พยานยัน

มีผู้เสียชีวิต 6 ราย คือ 1.นายภาคภูมิ อายุ 25 ปี เป็นคนขับ 2.นายแสงสุรีย์ อายุ 29 ปี 3.นายพีระพงษ์ อายุ 24 ปี 4.น.ส.สุวิสา อายุ 31 ปี 5.นายทศวัฒน์ อายุ 23 ปี และ 6.น.ส.รวิวรรณ อายุ 20 ปี

ล่าสุด วันนี้ (22 ต.ค.) ที่ สภ.พระอินทร์ราชา ตำรวจได้เรียกพยานที่เห็นเหตุการณ์ในคืนเกิดเหตุ มาสอบสวนเพื่อหาสาเหตุของการชน และให้ปากคำกับตำรวจพิสูจน์หลักฐาน

โดยพยานที่ไม่ขอเปิดเผยตัวเล่าให้ฟังว่า ในคืนเกิดเหตุได้เดินทางมาตามเส้นทางคู่ขนาน เพื่อจะกลับบ้านพักในย่านวังน้อย เมื่อมาถึงสะพานต่างระดับบางปะอิน-พหลโยธินตัดสายเอเชีย ในช่วงที่รถขับมาถึงใต้สะพานต่างระดับ ได้มีรถเก๋งสีฟ้าวิ่งแซงขวามาด้วยความเร็ว

จากนั้นได้ขับไปเจอน้ำขังบนถนน ทำให้รถเก๋งคันดังกล่าวเกิดเสียหลัก หมุนตีลังกาไปฟาดกับราวสะพานอย่างแรง จนรถมุดลงไปใต้สะพาน โดยมีผู้เสียชีวิตกระเด็นออกจากรถมา 2 ราย จึงจอดรถลงไปดู พร้อมขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านและกู้ภัย

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ประกันภัยรถยนต์ และเจ้าหน้าที่บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ได้เดินทางเข้าตรวจสอบ เบื้องต้นผู้เสียชีวิตทั้ง 6 รายจะได้รับเบี้ยพีเอคนละ 100,000 บาท

ในส่วนของ พ.ร.บ. นั้น ผู้โดยสารทั้ง 5 คน จะได้รับคนละ 300,000 บาท ยกเว้นผู้ขับขี่จะได้รับเพียง 35,000 บาท เพราะเป็นผู้ขับขี่ประมาทเอง ซึ่งรวมแล้วผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ราย จะได้รับสินไหมคนละ 400,000 บาท ส่วนคนขับจะได้รับ 135,000 บาท

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

มือมืดปาระเบิดใส่บ้านรอบ 2 รถเก๋งพัง-สุนัขสิ้นใจ คาดคู่อริหลานชาย

มือมืดปาระเบิดใส่บ้านรอบ

มือมืดปาระเบิดใส่บ้านรอบ คนร้ายปาระเบิดใส่บ้านที่พัทลุง สุนัขถูกสะเก็ดระเบิดตาย 1 ตัว ส่วนรถยนต์เก๋งเสียหายเกือบทั้งคัน เจ้าของบ้านเผยก่อเหตุเป็นครั้งที่ 2 เนื่องจากครั้งแรกระเบิดไม่ทำงาน คาดเป็นฝีมือกลุ่มคู่อริที่รู้จักกัน

มือมืดปาระเบิดใส่บ้านรอบ (22 ต.ค.) เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.นพรัตน์ แก้วใจ สารวัตรเวร สภ.เมืองพัทลุง รับแจ้งจากพลเมืองดี มีเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนขับขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน

และรถกระบะอีก 1 คัน ใช้ระเบิดชนิดขว้างแบบสังหารปาเข้าไปที่บ้านหลังหนึ่งใน ต.นาโหนด อ.เมือง จ.พัทลุง เป็นเหตุทำให้บ้านและรถยนต์ที่จอดอยู่หน้าบ้านได้รับความเสียหาย

มือมืดปาระเบิดใส่บ้านรอบ

หลังได้รับแจ้งจึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดอีโอดี ที่เกิดเหตุพบร่องรอยระเบิดเป็นหลุมกว้าง ประมาณ 1 ฟุต และแรงระเบิดทำให้รถยนต์ที่จอดอยู่ได้รับความเสียหาย ส่วนผนังฝาบ้านและกระเบื้องแตกกระจาย นอกจากนี้ยังพบสุนัขเพศผู้โดนสะเก็ดระเบิดนอนตาย 1 ตัวอีกด้วย

จาการสอบถาม นายคล้าย และ นางซิ้น เจ้าของบ้าน เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุพวกตนกำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ในบ้าน พร้อมกับหลานและหลานสะใภ้ อยู่ๆ ได้ยินเสียงดังสนั่น นึกว่าเป็นเสียงฟ้าผ่า ก่อนจะได้ยินเสียงสุนัขร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

หลานสะใภ้จึงออกมาดูก็พบว่าสุนัขที่เลี้ยงไว้ได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะสิ้นใจตาย โดยตามลำตัวมีบาดแผลจากสะเก็ดระเบิด ส่วนรถที่จอดไว้หน้าบ้านพังเสียหายเกือบทั้งคัน

เบื้องต้นตำรวจคาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนที่รู้จักกับหลานเจ้าของบ้านและอาจะปัญหากันมาก่อน เนื่องจากก่อนหน้านี้ราว 3 เดือน คนร้ายได้นำระเบิดมาปาใส่แล้ว 1 ครั้ง แต่ระเบิดไม่ทำงาน ทำให้หลานชายเจ้าของบ้านนำไปทิ้ง แต่ไม่ได้แจ้งความกับตำรวจ กระทั่งเกิดเหตุเป็นครั้งที่ 2 ขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

เชื่อเพราะ “ติดเหล้า” ทำแม่สมองเบลอ ฆ่าน้องไทเกอร์เด็กชาย 3 ขวบดับ

เชื่อเพราะ

เชื่อเพราะ “ติดเหล้า” ทำแม่สมองเบลอจากกรณีด.ช.พัสธร หรือน้องไทเกอร์ อายุ 3 ขวบ ซึ่งพบเป็นศพอยู่กลางทุ่งนา ใน อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา

เชื่อเพราะ “ติดเหล้า” ทำแม่สมองเบลอ นางระเบียบ อายุ 59 ปี ชาวบ้านที่เปิดร้ายขายของอยู่ริมถนน ที่พบเห็นนางรุ่งทิพย์เดินออกมาจากทุ่งนา กล่าวว่า เห็นนางรุ่งทิพย์เดินออกมาในช่วงเช้าวันที่ 16 ต.ค.ไม่สวมรองเท้าเนื้อตัวเปื้อนโคลน ตามร่างกายมีบาดแผลขีดข่วน สอบถามพูดจาไม่รู้เรื่องไม่ค่อยพูดจะเปิดตู้เอาเบียร์ออกมากินแต่ตนไม่ให้

สอบถามหลายครั้งว่ามาจากไหนไปมายังไงก็ไม่ตอบ ได้แต่พูดคล้ายภาษาเขมร ฟังไม่รู้เรื่องถ้าวันนั้นบอกว่าตามหาลูกลูกหาย จะต้องช่วยกันหาน้องไทเกอร์ และเชื่อว่าน้องไทเกอร์จะไม่ตาย ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะพลัดหลงกันตามที่อ้าง ถ้ารู้ว่าทำกับลูกแบบนี้ในวันนั้นอยากจะตบหน้า

นายเผด็จ ลุงของนางรุ่งทิพย์ ระบุว่า ตนไม่ได้ติดต่อกับนางรุ่งทิพย์มา 4 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้แม่ของนางรุ่งทิพย์ โทรศัพท์มาสอบถามตนว่าเจ้าตัวนำน้องไทเกอร์มาที่บ้านบ้างหรือไม่ ซึ่งตนก็ตอบไปว่าไม่ได้มา และทราบว่าหลานชายหายตัวไป หลังจากนั้นก็ทราบตามข่าวว่าน้องไทเกอร์เสียชีวิต

เชื่อเพราะ

แล้ว ซึ่งส่วนตัวไม่ทราบถึงสาเหตุ แต่เท่าที่รู้จักนางรุ่งทิพย์ก่อนหน้านี้ เจ้าตัวยังไม่ติดเหล้า และเป็นคนดี ไม่มีท่าทีโหดร้าย โดยตนไม่เชื่อว่าหลานสาวลงมือฆ่าลูกชายตัวเอง แต่คิดว่าอาจจะกินเหล้ามากไปจนสมองเบลอ ไม่สนใจลูก จนลูกเดินเข้าไปในป่าและตกน้ำลงไปจนเสียชีวิต ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ไปเยี่ยมหลานสาว และต้องรอดูเรื่องคดีก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

นายประดิษฐ์ เจ้าของร้านค้า เล่าว่า ก่อนหน้านี้นางรุ่งทิพย์มักจะมาซื้อเหล้าที่ร้านตนบ่อยครั้ง แต่ช่วงหลังไม่ค่อยมาซื้อ ซึ่งก็คาดว่าอาจสลับไปซื้อที่อื่น แต่เจ้าตัวยังมาซื้อกับข้าวที่ร้านตน

ซึ่งส่วนใหญ่เวลามาซื้อ ตนก็มักได้กลิ่นเหล้า จึงคิดว่าเจ้าตัวน่าจะติดเหล้า ส่วนการทำร้ายลูกตนไม่เคยเห็น แต่เพียงได้ยินชาวบ้านในพื้นที่พูดต่อ ๆ กัน ว่าเจ้าตัวชอบทำร้ายลูก ซึ่งตนเคยได้ยินเรื่องการดุด่าลูกเท่านั้น

สำหรับบรรยากาศที่วัดสลักเหนือ จ.นนทบุรี ในเวลา 19.00 น. มีการสวดพระอภิธรรมศพของ ด.ช.พัสธร ศรีคง หรือน้องไทเกอร์ เป็นคืนที่ 2 โดยมีนายบุญมี ศรีคง พ่อ ญาติสนิท และเพื่อนบ้านเข้าร่วมพิธี

จากการสอบถามญาติของนายบุญมี ส่วนใหญ่ไม่ขอให้สัมภาษณ์สื่อ เพราะไม่อยากเป็นข่าว แต่ให้ข้อมูลว่าเคยเจอนางรุ่งทิพย์ แม่น้องไทเกอร์ เพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งก็ทราบว่าเจ้าตัวติดเหล้า แต่ไม่ทราบเรื่องที่ทำร้ายร่างกายลูก ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่ทราบความจริง จึงตอบไม่ได้ว่าเชื่อว่านางรุ่งทิพย์เป็นคนก่อเหตุหรือไม่

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ดับปริศนา-จนท.พบศพชายนอนตายในห้องพัก ข้อเท้าถูกกระจกบาดแผลฉกรรจ์

ดับปริศนา-จนท.พบศพชายนอนตายในห้องพัก ข้อเท้าถูกกระจกบาดแผลฉกรรจ์

ดับปริศนา-จนท.พบศพชายนอนตายในห้องพัก พ.ต.ท.โกสละ งามผ่อง สว.สอบสวน สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกของมีคมบาดเสียชีวิต เหตุเกิดที่ “เดอะมาเจติกคอนโดมิเนียม” ภายในซอยวัดบุญย์กัญจนาราม ม.12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ดับปริศนา-จนท.พบศพชายนอนตายในห้องพัก ( 19 ต.ค. 61 ) พ.ต.ท.โกสละ งามผ่อง สว.สอบสวน สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกของมีคมบาดเสียชีวิต เหตุเกิดที่ “เดอะมาเจติกคอนโดมิเนียม” ภายในซอยวัดบุญย์กัญจนาราม ม.12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา รีบไปตรวจสอบ

ดับปริศนา
ที่เกิดเหตุ เป็นห้องบนชั้น 4 ตึก B พบร่างผู้เสียชีวิตนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น มีบาดแผลถูกของมีคมบาดที่ข้อเท้าด้านขวา มีคราบเลือดเลอะทั่วพื้นห้อง ข้าวของกระจัดกระจาย บริเวณด้านหลังห้องยังพบเศษกระจกแตกเกลื่อนพื้น เจ้าหน้าที่กั้นไม่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าในที่เกิดเหตุ พร้อมบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน

สอบถามญาติทราบว่าผู้เสียชีวิตคือ นายเดชชาติ ทราบว่าผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัว ก่อนเกิดเหตุผู้ตายอยู่เพียงลำพัง แล้วมีพนักงานของคอนโดฯ โทรศัพท์มาแจ้งว่า ผู้ตายถูกกระจกบาดได้รับบาดเจ็บสาหัสเสียเลือดมาก เมื่อเดินทางมาถึงก็พบว่าเสียชีวิตแล้ว

เบื้องต้น พ.ต.ท.โกสละ งามผ่อง สว.สอบสวน เจ้าของคดี ได้ส่งร่างผู้เสียชีวิตไปตรวจชันสูตรยังสถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

บุกชาร์จหนุ่มค้ายา บ้าคาห้องพัก-อ้างตกงานจำต้องขายเพื่อเลี้ยงชีพ

บุกชาร์จหนุ่มค้ายา

บุกชาร์จหนุ่มค้ายา ( 17 ต.ค. 61 ) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วิเชียรบุรี พร้อมกำลังทหาร ม.พัน 18 กองพลทหารม้าที่ 1 จังหวัดเพชรบูรณ์ ทำการบุกเข้าจับกุมหนุ่มค้ายาบ้า

บุกชาร์จหนุ่มค้ายา หลังสืบทราบว่า มีการเช่าห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง ที่ตำบลสระประดู่ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ เพื่อจำหน่ายยาบ้าให้กับวัยรุ่น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ทำการใช้สายลับในการล่อซื้อยาบ้า จำนวน 10 เม็ด เป็นเงิน 750 บาท จากผู้ต้องหา โดยใช้ธนบัตรซึ่งถ่ายเอกสารเอาไว้

บุกชาร์จหนุ่มค้ายา

เมื่อสายลับ (ผู้หญิง) ทำการเปิดประตูห้องพักออกมา กำลังเจ้าหน้าที่ ทั้งตำรวจและทหาร ก็ทำการบุกเข้าไปจับกุมตัวผู้ต้องหา ซึ่งทราบชื่อภายหลังคือ นายมานะ อายุ 36 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.สระประดู่ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ พร้อมของกลางเป็นยาบ้าที่ล่อซื้อ จำนวน 10 เม็ด

และ จากการตรวจค้นในห้องพักอย่างละเอียด พบยาบ้า ซ่อนอยู่ในหลอดอีกจำนวน 10 เม็ด จึงแจ้งข้อหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 แอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากการสอบถาม นายมานะ ให้การรับสารภาพว่า ตนเองรับยาบ้ามาจากเพื่อนในราคาเม็ดละ 70 บาท เพื่อมาจำหน่ายให้กับลูกค้าในราคาเม็ดละ 100 บาท สาเหตุที่ต้องหันมาขายยาบ้า เพราะตนเองตกงาน มากว่า 2 เดือนแล้ว จึงต้องรับยาบ้ามาขาย เพื่อให้มีรายได้ในการเลี้ยงชีพ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com