น้าชาย-เพื่อนบ้าน ข่มขืนเด็กออทิสติกวัย 13 ปี ขู่ลั่นพ้นโทษจะฆ่ายกครัว

น้าชาย-เพื่อนบ้าน

น้าชาย-เพื่อนบ้าน ตำรวจ สภ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ รวบน้าแท้ๆ และเพื่อนบ้านหื่นมีดจี้บังคับข่มขืนหลานสาวป่วยออทิศติก

น้าชาย-เพื่อนบ้าน พ่อสุดช้ำใจถามกินข้าวหม้อเดียวกันทำไมทำได้ลงคอ อยากให้ลงโทษถึงที่สุด พร้อมเผยพฤติกรรมหลานสุดเลวเสพยาคลั่งอาละวาดทำร้ายคนในบ้านประจำ จนต้องพายาย ลูก เมียหนีไปซุกบ้านญาติ

(28 พ.ย.61) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ได้จับกุม นายทวิพงษ์ หรือ ติ๊ก อายุ 37 ปี และ นายสุวิน หรือ น็อต อายุ 25 ปี ชาวบ้านน้ำใส ต.อิสาณ อ.เฉลิมพระเกียรติ หลังจาก น.ส.เมย์ (นามสมมติ) อายุ 22 ปี ได้เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ศักดิ์ชาย กิตติอุดมพันธ์ รองสารวัตร (สอบสวน)

สภ.เฉลิมพระเกียรติ ว่าผู้ต้องหาทั้งสองได้บังคับข่มขืน ด.ญ.เอ (นามสมมติ) อายุ 13 ปี น้องสาวของตนเองซึ่งป่วยเป็นออทิสติก เหตุเกิดตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยนายสุวิน หรือ น๊อต ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุเป็นน้าชายแท้ๆ ของ ด.ญ.เอ ส่วนนายทวิพงษ์ หรือ ติ๊ก เป็นเพื่อนบ้าน

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายทวิพงษ์ หรือ ติ๊ก ยอมรับสารภาพว่าได้ลงมือก่อเหตุข่มขืน ด.ญ.เอ จริง ทั้งหมดจำนวน 3 ครั้ง โดยอ้างว่าที่ก่อเหตุเพราะความเมาจึงเกิดอารมณ์ทางเพศ ส่วนนายสุวิน ซึ่งเป็นน้าชายแท้ๆ ยังให้การปฏิเสธ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวนายทวิพงษ์

น้าชาย-เพื่อนบ้าน

ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านของผู้ต้องหาเอง ส่วนนายน๊อต ที่ยังให้การปฏิเสธ ก็ได้ควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะมั่นใจในพยานหลักฐาน ประกอบกับนายติ๊ก ก็ให้การซัดทอดว่านายน๊อต เคยเล่าให้ตนเองฟังว่าเคยลงมือข่มขืน ด.ญ.เอ หลานของตัวเองจริง

จากการสอบถาม ด.ญ.เอ ผู้เสียหาย เล่าว่า ครั้งแรกที่ถูกนายน๊อต น้าชายข่มขืนกระทำชำเรา คือช่วงกลางเดือน ส.ค. โดยวันเกิดเหตุมีนายน๊อต อยู่บ้านคนเดียว พ่อไปทำงานต่างจังหวัด ส่วนยาย พี่ชาย และพี่สาว ย้ายหนีไปอยู่บ้านญาติอีกหมู่บ้านหนึ่ง

เนื่องจากกลัวนายน๊อตจะทำร้ายเพราะติดยาเสพติดและชอบอาละวาด แต่ขณะที่ตนเองกลับมาเอารองเท้าที่บ้าน นายน๊อต ก็ใช้มีดจี้ที่เอวแล้วบังคับให้เดินเข้าไปในห้อง พร้อมบังคับให้ถอดเสื้อผ้าแล้วลงมือข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ ด้วยความกลัวจึงไม่กล้าขัดขืนและไม่กล้าไปบอกใคร

จากนั้นช่วงกลางเดือน ต.ค. ตนปั่นจักรยานไปเล่นในหมู่บ้านตามปกติ แต่ขณะปั่นผ่านหน้าบ้านนายทวิพงษ์ หรือ ติ๊ก ก็ออกมายืนขวางรถจักรยานแล้วบังคับให้เข้าไปในบ้าน แล้วใช้กำลังบังคับข่มขืน หลังข่มขืนเสร็จนายติ๊ก ก็ให้เงิน 200 บาท ก่อนที่ตนจะปั่นจักรยานกลับบ้าน แต่ไม่กล้านำเรื่องไปบอกใครเพราะกลัวจะถูกทำร้าย กระทั่งพี่สาวมาเค้นถามเมื่อสองวันก่อนจึงตัดสินใจบอกความจริง

ด้าน น.ส.เมย์ พี่สาว ผู้เสียหาย บอกว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย. เห็นน้องสาวมีอาการผิดปกติ จึงเค้นถามน้องว่าเกิดอะไรขึ้น จนน้องสาวยอมเล่าให้ฟังว่าถูกนายน๊อต ซึ่งเป็นน้าชายแท้ๆ ใช้มีดจี้บังคับข่มขืนขณะน้องกลับมาเอารองเท้าที่บ้าน และได้ถูกนายติ๊ก เพื่อนบ้านใช้กำลังข่มขืนอีกหลายครั้ง ก็รู้สึกตกใจมากเพราะไม่คิดว่านายน๊อต

ซึ่งเป็นน้าชายแท้ๆ ที่อาศัยในบ้านและกินข้าวหม้อเดียวกัน จะทำกับน้องสาวที่ป่วยเป็นออทิสติกได้ลงคอ ก็อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ต้องหาทั้งสองให้ถึงที่สุด

ขณะที่ นายบุญเพ็ง (ขอสงวนนามสกุล) ผู้เป็นพ่อ บอกว่า รู้สึกเสียใจมากไม่คิดว่าคนในครอบครัวเดียวกันและเพื่อนบ้านใกล้ชิด จะมาทำกับลูกสาวของตนเองที่ป่วยเป็นออทิสติกได้ลงคอ หัวอกคนเป็นพ่อรับไม่ได้ก็อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายผู้ต้องหาทั้งสองให้ถึงที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา ครอบครัวก็เอือมระอากับพฤติกรรมของนายน๊อตมาตลอด

เพราะนอกจากจะไม่ทำการทำงานแล้วยังติดยาเสพติด แล้วเกิดอาการคลุ้มคลั่งอาละวาดคนในบ้าน ทั้งยังทำร้ายร่างกายภรรยาตนเองหลายครั้ง จนต้องให้ยาย และลูกๆ ย้ายไปอยู่บ้านญาติเพื่อความปลอดภัย

ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการแจ้งตำรวจจับดำเนินคดีแล้วหลายครั้ง แต่พอออกมาก็มีพฤติกรรมเดิมๆ ซ้ำอีกไม่เข็ดหลาบ และล่าสุดตอนที่เจ้าหน้าที่มาจับกุมที่ก่อเหตุข่มขืนลูกสาว ยังขู่อาฆาตว่าหากพ้นโทษออกมาจะฆ่าให้ตายทั้งบ้าน ซึ่งครอบครัวก็กลัวจะไม่ปลอดภัย

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองไว้ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเบื้องต้นได้แจ้งข้อหา “พราก พา เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครอง, กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภรรยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม”

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

รวบ “พัน เดินดง” เอเย่นต์ยาบ้ารายใหญ่ สารภาพรับยาบ้าจากฝั่งเพื่อนบ้านมาขาย

รวบ

รวบ “พัน เดินดง” ชุดเคลื่อนที่เร็ว ผวจ.ศรีสะเกษ เปิดแผน “นารีพิฆาต” รวบ “พัน เดินดง” เอเยนต์ขายยาบ้ารายใหญ่ เครือข่ายเรือนจำกันทรลักษ์ สารภาพรับยาบ้าจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านมาขาย

รวบ “พัน เดินดง”  วันที่ 17 พ.ย. 2561 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่หน้าห้องพักรายวันแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่อำเภอขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ นายปรีชา ส่งเสริม หัวหน้าผู้ประสานงานศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดศรีสะเกษ (ศตส.จ.ศก.)

นำกำลังเจ้าหน้าที่ อส.จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นชุดเคลื่อนที่เร็วของ ผวจ.ศรีสะเกษ ร่วมกับ ฝ่ายปกครองอำเภอขุขันธ์ ทหาร กกล.รส.จ.ศรีสะเกษ และ ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ขันธ์ เข้าจับกุมนายสุจันทร์ หรือพัน หรือฉายา “พัน เดินดง” อายุ 37 ปี ได้พร้อมยาบ้า 5 ถุง นับได้จำนวน 938 เม็ด

จากจับกุมตัวได้แล้ว เจ้าหน้าที่เขาตรวจค้นที่บริเวณป่าดอนปู่ตา บ้านตาตุ่ม หมู่ที่ 6 ตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ พบยาบ้า 4 ถุงจำนวน 800 เม็ด และที่หลังบ้านของนายสุจันทร์พบยาบ้าอีก 6 ถุง นับได้ 1,200 เม็ด รวมยาบ้าที่ได้ทั้งหมด 2,938 เม็ด

รวบ

สืบเนื่องจากก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่จับกุมผู้เสพในพื้นที่มาได้ 1 คน ซึ่งผู้เสพรายนี้ได้ให้การรับสารภาพว่า ซื้อยาบ้ามาจากนายสุจันทร์ ซึ่งนายสุจันทร์ ถือว่าเป็นเอเยนต์ขายยาบ้ารายใหญ่ในอำเภอขุขันธ์

โดยมีเครือข่ายอยู่ในเรือนจำอำเภอกันทรลักษ์

สั่งยาบ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมาให้ขาย และเมื่อได้ยาบ้ามาแล้วนายสุจันทร์ก็จะนำเข้าป่าขุดหลุมฝังดินเอาไว้ โดยอาศัยพื้นที่ป่าเป็นที่ขาย ดูบอลออนไลน์ เนื่องจากเห็นว่าปลอดภัย

เพราะหากเจ้าหน้าที่เข้ามาใกล้เพื่อจับกุมก็จะมองเห็นได้ชัดเจนก่อนและหลบหนีได้ง่าย จึงรอดพ้นการจับกุมมาได้ตลอด เจ้าหน้าที่จึงส่งสายลับซึ่งเป็นหญิงสาวหน้าตาดี โทรศัพท์ติดต่อล่อซื้อยาบ้าจากนายสุจันทร์

โดยให้นำยาบ้ามาส่งให้ที่ห้องพักดังกล่าวจนกระทั่งจับกุมได้ ซึ่งนายสุจันทร์ให้การรับสารภาพว่านำยาบ้ามาขายให้ลูกค้าในพื้นที่อำเภอขุขันธ์มานาน

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหานายสุจันทร์ ว่า มียาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย, เสพและเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยผ่านการเสพยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) มาก่อนโดยผิดกฎหมาย นำตัวพร้อมของกลางยาบ้า 2,938 เม็ด ส่ง พงส.สภ.ขุขันธ์ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ชาวบ้านแคลงใจ เปิดคลิปเทียบพิรุธคดีเก๋งชนครูเสียชีวิต อาจมีการเปลี่ยนตัว

ชาวบ้านแคลงใจ

ชาวบ้านแคลงใจ กรณีรถยนต์พุ่งชนรถจักรยานยนต์ครูสาวเป็นเหตุทำให้เสียชีวิต ล่าสุดชาวบ้านสงสัยรูปคดี อาจมีการเปลี่ยนตัวคนขับรถที่เกิดเหตุ กล้องวงจรปิดจับภาพหลักฐานที่ดูมีพิรุธ

ชาวบ้านแคลงใจ จากกรณีกรณีอุบัติเหตุรถยนต์ขับแซงขวา ก่อนจะพุ่งชนรถจักรยานยนต์ที่เปิดไฟเลี้ยวรอเลี้ยวเข้าซอย เป็นเหตุทำให้ นางสาวฐานินทรา หรือ ครูนางฟ้า อายุ 32 ปี เสียชีวิต

ส่วนลูกสาวและลูกชายที่นั่งซ้อนท้ายไปด้วยกันได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดถนนป่าตัน-บ้านท่อ ซอย 5 ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ชาวบ้านแคลงใจ

ล่าสุดชาวบ้านภายในชุมชนและเพื่อนครูในโรงเรียน ได้ตั้งข้อสังเกตและเชื่อว่า นายจรัญ อายุ 66 ปี ที่แสดงตัวเป็นผู้ขับรถยนต์คันที่เกิดเหตุ ไม่น่าจะใช่คนขับรถที่ก่อเหตุจริงวิเคราะห์บอล โดยเฉพาะภาพหลักฐานจากกล้องวงจรปิดของชุมชน บันทึกภาพได้อย่างชัดเจนในช่วงเวลาเกิดเหตุ พบว่าภายหลังจากรถพุ่งชนแล้ว รถคันที่ก่อเหตุได้เลยไปหยุดจอดห่างออกไป 50 เมตร

หลังจากนั้นได้มีชายอายุประมาณ 35-40 ปี สวมเสื้อสีเขียวหรือน้ำเงิน กางเกงขาสั้น รองเท้าผ้าใบสีเข้ม เดินลงจากรถฝั่งคนขับ เพื่อเดินมาดูผู้บาดเจ็บ ก่อนจะมีหญิงสวมเสื้อสีแดงลงมาจากฝั่งที่นั่งข้างคนขับ เพื่อตามมาดูเหตุการณ์

ขณะที่ภาพวงจรปิดอีกมุมหนึ่งเป็นภาพขณะที่ร้อยเวรเดินทางมาถึงและสอบปากคำที่เกิดเหตุ แต่กลับพบว่าผู้ที่เข้าให้ปากคำเป็นชายสูงอายุ สวมเสื้อยืดลายแดงขาว กางเกงขาสั้น และ รองเท้าแตะ ซึ่งเป็นคนเดียวกันนายจรัญที่เข้ามอบตัวและให้การกับตำรวจที่ สภ.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในคืนเดียวกันเดียว

นางธนิดา ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า ชายที่เดินลงมาจากรถฝั่งคนขับ อายุไม่ถึง 50 ปี แต่ชายที่สื่อเสนอข่าวว่าเข้ามอบตัวนั้น มีคนพบเห็นว่าขี่รถจักรยานยนต์มาจากฝั่งสะพานป่าตัน ห่างจุดเกิดไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร มาที่จุดเกิดเหตุ ดยจอดรถจักรยานยนต์ไว้ในซอย ก่อนเดินไปที่จุดชนและเดินวนเวียนอยู่บริเวณดังกล่าว และมาทราบภายหลังว่าเป็นคนขับ

เช่นเดียวกับ นายฤธวัฐร์ วรรณประภา รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต ที่เปิดภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อยืนยันว่าชายคนขับรถยนต์กับผู้ต้องหาที่มอบตัวเป็นคนละคน เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนตัวกันอย่างแน่นอน ข้อมูลพิรุธนี้อยากให้ตำรวจช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ดำเนินคดีกับคนทำผิดตัวจริง

รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต ยังบอกว่า คุณครูฐานินทราเป็นคนมีอัธยาศัยดี เป็นที่รักของเพื่อนครู ผู้ปกครองและเด็กนักเรียน จนเด็กๆ เรียกว่าครูนางฟ้า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นทางโรงเรียนได้เปิดช่องทางร่วมรับบริจาคเงินพื่อช่วยเหลือครอบครัวของคุณครูนางฟ้าผ่าเฟซบุ๊กของโรงเรียนหรือสามารถร่วมบริจาคโดยตรงให้กับครอบครัวได้ ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือและเป็นทุนการศึกษาให้กับลูกๆ ของคุณครูนางฟ้าได้มีอนาคตทางการศึกษา

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com/

ตำรวจเร่งล่าตีนผี “พ่วง18 ล้อ” ชนแล้วหนี-ขยี้เฒ่าวัย 80 ร่างแหลกเละติดถนน

ตำรวจเร่งล่าตีนผี

ตำรวจเร่งล่าตีนผี ร.ต.อ.ไพบุลย์ เนียมทอง รองสารวัตสอบสวน สภ.นครชัยศรี ได้รับแจ้งเหตุรถชนมีผู้เสียชีวิตจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ถนนสายห้วยพลู ม.5.ต.ห้วยพลู อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

ตำรวจเร่งล่าตีนผี จึงรายงานให้ พ.ต.อ.สีหเดช สระกอบแก้ว ผกก สภ.นครชัยศรี ที่เกิดเหตุ พบศพนายสมุทร อายุ 80 ปี ภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ ต.บางแก้วฟ้า อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม สวมเสื้อยึด กางเกงขายาวสีดำ

ในสภาพร่างกายเละ ใกล้กับพบรถไฟฟ้า 3 ล้อ สีแดงของผู้ตายอยู่ริมทาง ในสภาพด้านหน้าได้รับความเสียหาย และก็ไม่พบรถบรรทุก 18 ล้อ คันที่ก่อเหตุเนื่องจากหลบหนีไปแล้ว

ตำรวจเร่งล่าตีนผี

พ.ต.อ.สีหเดช สระกอบแก้ว ผกก.สภ.นครชัยศรี บอกว่า ได้ให้ชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดหารถบรรทุกพ่วงคันดังกล่าวมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุดเพราะว่าชนแล้วหลบหนีไม่มีการลงมาช่วยเหลือแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ถนนเส้นนี้เป็นถนนแคบรถวิ่งสวนกัน มีอุบัติเหตุบ่อยมากเกือบจะทุกวัน เนื่องจากว่า ถนนสายนี้มักจะมีรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ บรรทุกดินวิ่งกันเป็นจำนวนมาก อย่างเช่นวันจันทร์-วันศุกร์ วันละไม่ต่ำกว่า 1,000 เที่ยว

และถ้าเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ วันละประมาณ 3,000 เที่ยว เพราะว่า รถพวกนี้จะบรรทุกเกินน้ำหนักจะหลบหนีด่านชั่งท่าตำหนักก็จะหลบหนีมาวิ่งทางนี้ทุกวัน เพราะออกมามาจากบ่อดินมาทางเส้นดอนตูมก็จะตัดเข้าถนนเส้นนี้ไปออกทางพุทธมณฑล แล้วก็ไปออกเส้นบางบัวทองได้เลย

ซึ่งชาวบ้านยังบอกอีกว่า ช่วงหัวค่ำไม่ต้องดูทีวีกันเลย นั่งอยู่ในบ้านมีแต่เสียงรถ 18ล้อ วิ่งกันเสียงดังมาก

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

2 โจ๋ซิ่งจยย.ถูกรถพ่วงทับไส้แตก 1 ในนั้นคือลูกชายคนดวงเฮงถูกหวยรางวัลที่ 1

2 โจ๋ซิ่งจยย

2 โจ๋ซิ่งจยย.ถูกรถพ่วงทับไส้แตก  2 วัยรุ่นขี่จยย.กลับจากไปซื้อของ อีกนิดเดียวจะถึงบ้านเกิดเกี่ยวกับรถพ่วงจนล้ม ถูกทับแบนตายคาที่ทั้งคู่ พบ 1 ในนั้นคือลูกชายของอดีตคนดวงเฮงถูกหวยรางวัลที่ 1

2 โจ๋ซิ่งจยย.ถูกรถพ่วงทับไส้แตก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (4 พ.ย.) เมื่อเวลา 15.30 น สภ.แม่สอด จ.ตาก พร้อมด้วยกู้ชีพกู้ภัยท่าสายลวด ไปตรวจสอบเหตุรถทับคนเสียชีวิตที่หน้าวัดท่าสายโทรเลข ถนนสายแม่ตาว-ห้วยม่วง ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด

2 โจ๋ซิ่งจยย

ที่เกิดเหตุพบบรรดาไทยมุงจำนวนมากต่างมุงดูศพ นายสิฏฐวุฒิ อายุ 18 ปี นายจ่อแคะ ไม่มีนามสกุล อายุ 18 ปี ชาวเมียนมา ถูกรถพ่วง 18 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่สีขาว ทะเบียน 70-2316 ตาก ทับจนบี้แบนไส้ทะลักเต็มถนนส่งกลิ่นคาวคลุ้ง

ใกล้กันมีรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่นเวฟ สีดำ ทะเบียน 1กจ 6964 ตาก ล้มคว่ำในสภาพพังเสียหาย ห่างไปราว 50 เมตรพบรถพ่วง 18 ล้อ บรรทุกเศษเหล็กเต็มคันจอดติดเครื่องอยู่มีนายโสภา ธรรมสุวรรณ อายุ 50 ปี เป็นคนขับยืนรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่

จากการสอบสวน ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนายสิฏฐวุฒิ เป็นบุตรของนายเชาวลิต ซึ่งเคยถูกหวยรางวัลที่ 1 ได้เงิน 6 ล้านบาท โดยทั้งสองคนขี่รถจยย.กลับจากซื้อของใกล้จะถึงบ้านอีกไม่กี่เมตร มาตามถนนสายแม่ตาว-ห้วยม่วง เป็นถนนคับแคบ และมีรถพ่วงวิ่งเข้าออกตลอดทั้งวัน เพราะมีท่าเรือส่งสินค้าข้ามฝั่งเมียนมาหลายแห่ง

คาดว่าเมื่อขี่รถจยย.มาถึงที่เกิดเกตุ ได้สวนทางกับรถพ่วงและเกิดการเฉี่ยวจนรถจยย.ล้ม ทั้งสองคนกลิ้งเข้าไประหว่างรถและถูกล้อหลังทับจนบี้แบน เลือดกระจาย ตายคาที่ทั้งสองคน

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com