เพื่อนไล่ฆ่า อีกฝ่ายทนไม่ไหว ชักปืนยิงดับคารถตักดิน

เพื่อนไล่ฆ่า อีกฝ่ายทนไม่ไหว ชักปืนยิงดับคารถตักดิน

เชือดเฉือนอลหม่านกลางบริษัทรับจ้างถมดิน 2 หนุ่มทะเลาะเพราะกล่าวหากันลักทรัพย์ อีกฝ่ายขึ้นรถตักดินไล่เหยียบให้ตาย อีกฝ่ายเห็นท่าไม่ดี คว้าปืนลูกซอง ยิงสยบพยศ

(11 ก.ค.) พ.ต.ท.ฐิติวัชร์ ภูริศิริพัฒน์ สารวัตร (สอบสวน) สภ.ปลวกแดง จ.ระยอง ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันเสียชีวิต บริเวณลานจอดรถของบริษัทรับเหมาถมดินแห่งหนึ่งใน ม.4 ต.มาบยางพร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน มูลนิธิกู้ภัยปลวกแดงจำนวนหนึ่ง

เมื่อเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุ พบรถตักดินเจซีบี สีเหลือง จอดอยู่บริเวณลานจอดรถ บริเวณที่นั่งคนขับพบร่างของ นายรันร์ดร อายุ 42 ปี ถูกยิงเข้าบริเวณหน้าอก สภาพนอนฟุบจมกองเลือด โดยบริเวณกระจกหน้ารถตักพบรอยรูกระสุนปืนเข้าเป็นรูโหว่หลายรู บาคาร่า

เพื่อนไล่ฆ่า อีกฝ่ายทนไม่ไหว ชักปืนยิงดับคารถตักดิน

นอกจากนี้ยังพบรถกระบะอีซุซุ สีฟ้าอ่อน จอดประกบอยู่ด้านข้าง สภาพด้านซ้ายถูกเฉี่ยวชนได้รับความเสียหาย ห่างออกไปเล็กน้อยบริเวณประตูทางเข้าบริษัท พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน จอดล้มคว่ำอยู่กลางถนน

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนหน้านี้เมื่อ 3 วันที่แล้ว นายรันร์ดร ได้มีเหตุทะเลาะกับ นายสมรักษ์ อายุ 35 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนพนักงานด้วยกัน โดยนายรันร์ดรได้ถูกกล่าวหาว่าลักทรัพย์ของบริษัทไป โดยนายสมรักษ์ได้ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน จนทั้ง 2 ทะเลาะวิวาทกัน

กระทั่งช่วงเช้าของวันนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายได้นัดมาเจอกันเพื่อจะเจรจาเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ปรากฏว่าตกลงกันไม่ได้และมีปากเสียงกันอีกครั้ง ผู้เสียชีวิตได้คว้ามีดดาบไล่ฟันนายสมรักษ์ก่อน เป็นจังหวะเดียวกันกับ นายสมมาตร อายุ 32 ปี น้องของนายสมรักษ์ ได้ขับรถกระบะเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี เมื่อเห็นผู้ตายกำลังไล่ทำร้ายพี่ชายอยู่ จึงได้ขับรถกระบะเข้าไปช่วย

หลังจากนั้น ผู้เสียชีวิตจึงวิ่งไปขึ้นขับรถตักดิน ก่อนจะสตาร์ทเครื่องและเข้าเกียร์ออกขับไล่ชนทั้งสองพี่น้อง แล้วขับรถออกจากบริษัทไป นายสมรักษ์จึงได้ขับรถจักรยานยนต์ไปขวางทางเอาไว้ ทำให้รถตักดินพุ่งชนรถจักรยานยนต์ และจึงถอยหลังมาชนรถกระบะของนายสมมาตรที่จอดอยู่

เมื่อ นายสมมาตร เห็นท่าไม่ดีแล้ว จึงได้เปิดรถยนต์ชักอาวุธปืนลูกซองยาวที่พกติดรถมาด้วย เล็งปืนและยิงใส่นายรันร์ดรที่อยู่บนรถตักดิน กระทั่งกระสุนเข้าร่างเสียชีวิตในที่สุด

ทั้งนี้ หลังก่อเหตุ นายสมมาตร ก็ไม่ได้หลบหนีไปไหน ได้ยืนรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และถูกควบคุมไปสอบปากคำเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป…

หนุ่มเบญจเพสหื่น บุกบ้านทุบตีข่มขืนหญิงวัย 58 ปี

ข่มขืน

บุกบ้านทุบตี ข่มขืน หญิงวัยชลา

เมื่อเวลา 13.30 น.วันนี้ (9 พ.ค.62) พ.ต.อ. อธิวัฒน์ วีรจรัสรุจน์ ผู้กำกับการ สภ.วังตะเฆ่ ได้รับรายงาน จาก พ.ต.ท.กระจาย ทัน ทันตะคุ สารวัตรสอบสวน (สอบสวน) สภ.วังตะเฆ่ ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ว่ามีเหตุหนุ่มเมาสุราบุกข่มขืนแม่เฒ่าภายในบ้านคาที่นอน เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เวลาประมาณ 23.00 น วันที่ 8 พ.ค. 62 จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ออกตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ บ้านหัวสะพาน ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ด้านหลังโรงครัวหลังคาบ้านไม่มีเนื่องจากโดนพายุพัดออกไป พบนางมนันญา อายุ 58 ปี นั่งอยู่ภายในบ้านพร้อมกับลูกชายและเพื่อนบ้านอีกจำนวนหนึ่งรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากการตรวจสอบพบผู้เสียหาย

มีอาการซึมเศร้า ตามร่างกายมีรอยบอบช้ำ และฟันหน้าด้านล่างหัก 3 ซี่ ได้ให้การต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ระหว่างเกิดเหตุ มีฝนตก ลงมาช่วงกลางดึก ขณะตนนอนอยู่ที่บ้านตามลำพัง ส่วนลูกๆ ไปทำงานอยู่ที่ กทม.กันหมด จึงเป็นโอกาสที่ทำให้คนร้ายบุกมาหวังข่มขืนในครั้งนี้ โดยตนรู้จักตัวผู้ก่อเหตุเป็นอย่างดี และจำหน้าได้ เพราะอยู่บ้านห่างกันออกไปทางหลังบ้านราว 100 เมตร

นายจตุพล เลิศพุดซา ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ได้เล่าให้ฟังว่าหลังจากที่ตนได้รับโทรศัพท์จากผู้เสียหายได้รีบมาดู พบผู้เสียหายร้องไห้ยืนตัวสั่นไปหมด โดยผู้เสียหายได้เล่าให้ตนฟังว่าถูก นายกำพล หรือ โป่ย อายุ 25 ปี ผู้ก่อเหตุได้ปีนเข้ามาทางหลังบ้านแล้วบุกมาขึ้นคร่อมตนในมุ้งที่นอนแล้วใช้มือปิดปากไว้

ตนรู้สึกตัวจึงกัดที่นิ้วมือข้างซ้ายของผู้ก่อเหตุ และต่อสู้กันอยู่พักหนึ่งตนโดนชกโดนตีตามร่างกายจนบอบช้ำจนหมดแรง ตนจึงถามไปว่าอยากได้อะไรก็ยอมผู้ก่อเหตุตอบมาว่า อยากได้ยาย ขณะที่ตนนอนนิ่งผู้ก่อเหตุก็ได้ใช้พยายามนำอวัยวะสอดใส่ตนจึงตั้งสติพูดหว่านล้อมให้ผู้ก่อเหตุตายใจ หลังจากนั้นก็โดนฉุดกระชากลากตัวไปในห้องน้ำ ซึ่งนางมนันญา ผู้เสียหาย ได้พูดหว่านล้อมไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้โดนทำร้ายอีก จนต่อมาผู้ก่อเหตุได้ยอมใจอ่อน และหลบหนีไปที่หลังบ้าน

ภายหลังเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท. กระจาย ทัน ทันตะคุ สารวัตร (สอบสวน )พนักงานสอบสวนเวร สภ.วังตะเฆ่ ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว ได้เดินทางมาสอบสวนผู้เสียหายจนละเอียด และทราบชื่อผู้ก่อเหตุคือ นายกำพล หรือ โป่ย อายุ 25 ปี จึงน้ำกำลังและออกติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุมาได้ที่บ้านเพื่อน ภายในหมู่บ้านเดียวกัน ก่อนจะได้หลบหนีไปอยู่ยังพื้นที่อื่น ควบคุมตัวมาสอบปากคำที่ สภ.วังตะเฆ่ ซึ่งนายกำพล ผู้ก่อเหตุ ได้ยอมรับสารภาพว่าได้บุกเข้าหวังจะข่มขืนนางมนันญา แต่ยังทำไม่สำเร็จ ก่อนหลบหนีออกไปทางหลังบ้าน ภายหลังสอบสวน ตำรวจจะส่งตัวไปดำเนินคดีในข้อหา ข่มขืนกระทำชำเรา โดยใช้กำลัง ประทุษร้าย ผู้อื่นในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ และบุกรุกเคหะสถานในเวลา กลางคืน ต่อไป

ขณะที่นายธนาศักดิ์ อายุ 27 ปี ลูกชายผู้เสียหาย กล่าวว่าอยากให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด หากเป็นไปได้อยากให้ประหารชีวิตไปเลย เพราะทำร้ายได้แม้กระทั่งผู้ที่ไม่มีทางสู้ ซึ่งต่อจากนี้ไปจะไม่ปล่อยให้แม่อยู่ตามลำพังเช่นนี้อีก

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com

หมอสักยันต์ ติดเหล้าหนักพอเลิกเหล้าอากาศร้อนนอนเสียชีวิต

หมอสักยันต์

หมอสักยันต์

วันที่ 6 พ.ค.62 ร.ต.อ.ทักษิณ ขันทองดี พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตลุกดู่(อ่าน ตะ-หลุก-ดู่) อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี รับแจ้งว่าเหตุคนเสียชีวิตในกระท่อมหน้าบ้าน บ้านสวนขวัญ ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ทางแพทย์โรงพยาบาลโรงพยาบาลทัพทัน และอาสาสมัครกู้ภัยอุทัยธานี ไปตรวจสอบ

พบที่เกิดภายในกระท่อม พบศพ นายเฉลิม อายุ 40 ปี สภาพศพนอนหงายไม่สวมเสื้อ นุ่งกางขาสั้นลายแดงดำ คาดว่าเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง ลำตัวแข็ง ตรวจที่เกิดเหตุไม่พบรองรอยการต่อสู้

จากการสอบถาม นายถวัล อายุ 63 ปี พี่เขยของผู้ตายให้การว่า ผู้ตายมีอาชีพเป็น หมอสักยันต์ ให้กับกลุ่มวัยรุ่น และคนที่ชอบสักยันต์ในหมู่บ้าน (โดยชาวบ้านจะเรียกขานว่า อาจารย์หนู หมอสักยันต์ บ้านสวนขวัญ)

หมอสักยันต์ ติดเหล้าหนักอากาศร้อนนอนเสียชีวิต

ก่อนหน้าเคยเข้าทำงานที่กรุงเทพ แต่เป็นคนชอบดื่มเหล้าจนติดเหล้าอย่างรุนแรงและเป็นโรคตับแข็งทำงานไม่ได้ จึงกลับมาอยู่บ้านและได้รักษาตัว โดยผู้ตายเพิ่งหยุดดื่มเหล้าเมื่อช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมานี้ เนื่องจากอาการหนักไม่สามารถดื่มได้

ปกติผู้ตายชอบไปนอนที่เพิงแฝกหน้าบ้านเพียงลำพัง วันนี้คาดสภาพอากาศที่ร้อนจัดกอปรกับอาการป่วยโรคตับแข็งจึงทำให้เสียชีวิต ซึ่งญาติไม่ติดใจกรณีเสียชีวิต

เนื่องจากทราบดีว่าผู้ตายเป็นโรคตับแข็ง และยังคงดื่มเหล้า ประกอบสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้ผู้ตายเสียชีวิตดังกล่าวเจ้าหน้าที่จึงมอบศพให้ญาติบำเพ็ญกุศลตามศาสนาต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/news/7763562/

แว้นซิ่งนรก ชนพ่อเฒ่าดับรับเสพยารีบไปหาลูกค้า

สมศักดิ์ โชติเชย

สมศักดิ์ โชติเชย

แว้นซิ่งนรก ชนพ่อเฒ่า สมศักดิ์ โชติเชย

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. นายพรชัย ขลุดสกุล อายุ 40 ปี  ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 9 ต.ถ้ำพรรณรา อ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ช่วงเย็นวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมาได้เข้าตรวจสอบอุบัติเหตุ จักรยานยนต์ชนกันบนถนนสายถ้ำพรรณรา-ทานพอ หมู่ 9 ต.ถ้ำพรรณรา ในที่เกิดเหตุพบ จักรยานยนต์(จยย.) ฮอนด้า ไม่มีทะเบียน

ล้มคว่ำพังเสียหายกลางถนน ใกล้กันพบร่าง นาย สมศักดิ์ โชติเชย อายุ 71 ปี บาดเจ็บสาหัส หัวแตกใบหน้าอาบเลือด นอนสลบไม่ได้สติริมถนน ห่างไปไม่ไกลพบ จยย.ยามาฮ่าเรดเดอร์ สีน้ำเงินดำ ทะเบียน คนท 346 นครศรีธรรมราช ล้มคว่ำ ส่วนผู้ขับขี่คือ นายวินัย สุพรรณ์ อายุ 35 ปี

นอนบาดเจ็บเนื้อตัวถลอก ใบหน้ามีแผลเลือดอาบ นอนร้องครวญครางอยู่กลางถนนด้วย เจ้าหน้าที่นำตัวส่งรพ.ถ้ำพรรณรา เร่งรักษาอาการแต่ปรากฏว่า นายสมศักดิ์ ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิต อย่างไรก็ตามระหว่างเจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายรถที่พังเสียหายกลับพบว่า รถจยย.ยามาฮ่าเรดเดอร์ ของนายวินัย มีการซุกซ่อนยาบ้า 35 เม็ดไว้ในกระเป๋าสตางค์สีชมพูด้วย จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ก่อนรีบไปอายัดตัวนายวินัย เพื่อสอบสวนว่าเกี่ยวข้องกับคดี ยาเสพติด หรือไม่

อย่างไรก็ตาม การสอบสวนในคดีอุบัติเหตุพบว่าชายอายุ 71 ปี ขี่จยย.มาจากตลาดนัดถ้ำพรรณราเพื่อจะกลับบ้าน จนมาถึงที่เกิดเหตุปรากฏวว่า นายวินัยได้ขี่จยย.มาด้วยความเร็วได้พุ่งเข้าชนท้ายจยย.ของนายสมศักดิ์อย่างแรงจนกระเด็นตกรถร่างกระแทกพื้นบาดเจ็บเสียชีวิต

ในส่วนของยาบ้าที่พบในกระเป๋าสตางค์นั้น หลังจากนายวินัย สามารถให้การได้แล้วปรากฏว่า ยอมรับสารภาพว่าเป็นของตัวเองจริง โดยก่อนเกิดเหตุได้เสพยาบ้าไป 1 เม็ด ก่อนจะขับรถไปส่งยาเสพติดที่เหลือ แต่ยังไม่ทันไปถึงก็มาเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน ทางเจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาขับขี่รถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จากนั้นได้รอผลหาสารเสพติดจากแพทย์เพื่อยืนยันคำให้การก่อนจะแจ้งข้อหาเพิ่มเติม รวมทั้วขยายผลไปจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายอื่น ๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.dailynews.co.th/crime/707973

หนุ่มสุดหื่น งัดบ้านหวังบุกปล้ำเด็กสาว หนีได้เพราะยายกลับมาเห็น

หนุ่มสุดหื่น

หนุ่มสุดหื่น

หนุ่มสุดหื่น งัดประตูบ้าน บุกปลุกปล้ำหวังข่มขืนเด็กหญิงวัย 14

หนุ่มสุดหื่น

หนุ่มสุดหื่น บุกปลุกปล้ำหวังข่มขืนเด็กหญิงวัย 14 นอนอยู่เพียงลำพัง เคราะห์ดียายกลับมาเห็น สะดุ้งต้องตกใจรีบวิ่งหนีเตลิดไป ตำรวจปูพรมไล่ล่า เชื่อเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน

(7 พ.ค.) เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา พันตำรวจตรีสมชาย เมฆหมอก สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ได้รับแจ้งจาก นางสังเวียน อายุ 63 ปี ชาวบ้านตำบลบางเก่า อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ระบุว่า มีคนร้ายเป็นชายอายุประมาณ 30 ปี

หนุ่มสุดหื่น ได้งัดประตูเข้ามาภายในบ้าน ก่อนจะก่อเหตุข่มขืนหลานสาววัย 14 ปี ทำให้ได้รับบาดเจ็บ จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน

ภายในที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดี่ยว พบรั้วสังกะสีข้างบ้านเป็นรูโหว่ได้รับความเสียหาย ส่วนด้านหลังบ้านพบรถจักรยานสีดำ 1 คัน และรองเท้า 1 คู่ของ หนุ่มสุดหื่น

วางเอาไว้อยู่ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ขณะที่คนร้ายได้วิ่งหลบหนีออกไปนอกหมู่บ้าน ขณะที่ผู้เสียหายคือ น้องเอม (นามสมมติ) อายุ 14 ปี เป็นนักเรียนชั้น ม.2 ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณใต้ตาเล็กน้อย

นางสังเวียน ผู้เป็นยายของผู้เสียหาย เล่าว่า เมื่อตอนเช้ามืดตนได้ออกไปเอาปลาที่ดักไว้บริเวณชายหาดริมหมู่บ้าน โดยจะนำไปขายที่ตลาด โดยปล่อยให้หลานสาวนอนอยู่ในบ้านเพียงลำพัง จากนั้นได้มีคนร้ายงัดประตูหน้าบ้านเข้ามาภายใน หวังจะข่มขืนกระทำชำเราหลานสาว แต่เคราะห์ดีที่ตนกลับมาเห็นก่อน ขณะที่คนร้ายกำลังใช้มือปิดปากและนั่งคร่อมร่างหลานสาวบนที่นอน

เมื่อคนร้ายเห็นตนก็เกิดอาการตกใจ ก่อนจะรีบวิ่งหลบหนีออกไปทางด้านหลังบ้าน และทิ้งรองเท้ากับรถจักรยานเอาไว้ วิ่งหนีออกไปนอกหมู่บ้านทันที โดยที่ยังไม่ได้ก่อเหตุล่วงละเมิดหลานสาวแต่อย่างใด แต่หลานก็ได้รับบาดเจ็บเพราะถูกคนร้ายใช้กำลังชกเข้าที่ใบหน้า

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจพอจะทราบเบาะแสของคนร้ายรายนี้แล้ว โดยเชื่อว่าคนที่อาศัยในหมู่บ้านเดียวกันกับผู้เสียหาย ขณะนี้ยัง กำลังเร่งติดตามตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/news/7762946/

รู้ว่าถูกกองปราบไล่ล่า อดีตทหารพราน ชัก.38ยิงญาติ ตัดสินใจเข้ามอบตัว

รู้ว่าถูกกองปราบไล่ล่า

รู้ว่าถูกกองปราบไล่ล่า อดีตอาสาสมัครทหารพราน ที่หนีกบดานไปเรื่อย หลังเสพยาบ้า 10 วัน 10 คืน จนเกิดอาการหลอน ชักปืนไล่ยิงลุงกับป้าแท้ๆ บาดเจ็บสาหัส เข้ามอบตัวแล้ว สารภาพรู้สึกกดดัน ตำรวจกองปราบตามไล่ล่า

รู้ว่าถูกกองปราบไล่ล่า  เมื่อวันที่ 12 มี.ค.62 ที่ กองปราบปราม (บก.ป.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเสกสรรค์ หรือเคน บุษบา อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 113 หมู่ 1 ต.ทางพูน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดปากพนัง ที่ 302/2561 ลงวันที่ 2 พ.ย. 2561 ข้อหา “พยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” เดินทางเข้ามอบตัวกับ พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก. 1 บก.ป. พ.ต.ต.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ สว.กก.1 บก.ป.เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา

พ.ต.ต.เจตนิพัทธ์ กล่าวว่า ช่วงบ่ายวันที่ 1 พ.ย.2561 นายเสกสรรค์ ขณะเป็นอาสาสมัครทหารพรานอยู่ที่ค่ายแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคใต้ ได้ลาพักร้อน 10 วันเพื่อมาเยี่ยม นายพงษ์ศักดิ์ ยะกะชัย และนางปริศรา ยะกะชัย ลุงกับป้าที่บ้านเลขที่ 33/1 ม.2 ต.ทางพูน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช ระหว่างพักอยู่ที่บ้านได้เสพยาบ้าเป็นเวลา 10 วัน 10 คืน จนเกิดอาการหลอน ถือปืนพกสั้นไทยประดิษฐ์ ขนาด .38 ออกมาจากห้อง ยิงป้าตัวเอง 2 นัด ยิงลุง 2 นัด จนทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังเกิดเหตุได้ขี่รถ จักรยานยนต์หลบหนี ไปซ่อนตัวอยู่ในสวนยางใกล้ที่เกิดเหตุ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เฉลิมพระเกียรติ พยายามปิดล้อมจับกุมแต่ไม่พบตัวแต่อย่างใด

รู้ว่าถูกกองปราบไล่ล่า

สอบสวน นายเสกสรรค์ ให้การรับสารภาพว่า เป็นคนใช้อาวุธปืนยิงลุงกับป้าของตัวเองจริงเนื่องจากเสพยาบ้าจนหลอน หลังก่อเหตุได้หนีมาอาศัยที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรปราการ จากนั้นได้หนีต่อไปทางภาคเหนือ ได้ประมาณ 4 เดือน มารู้ว่าถูกตำรวจกองปราบปรามตามไล่ล่า รู้สึกกดดันและสำนึกผิดเลยตัดสินใจเข้ามอบตัวดังกล่าว

ส่วนปืนที่ก่อเหตุซ่อนไว้ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบ หน้าโรงเรียนพร้อมมิตรพิทยา ถ.ศรีบูรพา แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม.เจ้าหน้าที่จึงไปตรวจยึดอาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ ขนาด .38 พร้อมกระสุน 9 นัดไว้เป็นของกลาง นำตัวผู้ต้องหาส่ง สภ.เฉลิมพระเกียรติ ดำเนินคดีต่อไป.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

หนุ่มแสบอ้างซี้ “นายพลนักสืบ” ลวง 1 ล้าน รู้จักไปหมดผู้การกองปราบ

หนุ่มแสบอ้างซี้

หนุ่มแสบอ้างซี้ สืบ บช.น.จับหนุ่มแสบ แอบอ้างชื่อนายตำรวจใหญ่ตุ๋นคนร่วมลงทุนซื้อขายรถยนต์หรู-ที่ดิน สูญเงินกว่าล้านบาท

หนุ่มแสบอ้างซี้ เมื่อวันที่ 10 มี.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบก.สส.บช.น. สั่งการให้ พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บก.สส.บช.น. ทำการจับกุม นายศิววัช หรือเอ๊ะ กีรติกรภัทร อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 111/381 ซอยร่วมมิตรพัฒนา แยก 7 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. ตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยาที่ 87/2562 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์โดยแสดงตนเป็นคนอื่น

โดยจับกุมได้ที่บริเวณทางเข้าหมู่บ้านเดอะแลนด์มาร์ก ถนนสุคนธสวัสดิ์ แขวงและเขตลาดพร้าว กทม. เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากมีพลเมืองดีแจ้งมายัง พล.ต.ต.อิทธิพล หรือผู้การแมน ว่า นายศิววัชมีพฤติกรรมแอบอ้างว่ารู้จักนายตำรวจที่มีชื่อเสียงหลายคนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนจะทำการหลอกลวงบุคคลอื่นให้นำเงินมาร่วมลงทุนซื้อขายรถยนต์หรู หรือลงทุนซื้อขายที่ดิน จากนั้นจะโกงเงินผู้เสียหายแล้วหลบหนี เมื่อถูกทวงถามก็จะอ้างนายตำรวจเพื่อข่มขู่ผู้เสียหาย โดยเป็นการข่มขู่ด้วยวาจา ไม่ได้ทำร้ายร่างกายหรือพังข้าวของของผู้เสียหาย

หนุ่มแสบอ้างซี้

ก่อนหน้านี้ นายศิววัชได้อ้างชื่อ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. หรือผู้การก้อง และล่าสุดได้อ้างว่าเป็น “น้องพี่แมน” เพื่อหลอกลวงผู้อื่นให้ร่วมลงทุน รวมถึงใช้แอบอ้างในการทวงหนี้และข่มขู่ผู้เสียหาย เบื้องต้นมูลค่าเสียหายประมาณ 1 ล้านบาท ทาง พล.ต.ต.อิทธิพล จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.นพศิลป์ พร้อมด้วย พ.ต.อ.พรศักดิ์ และชุดสืบสวน ทำการสืบสวนหาข่าวและออกหมายจับ เนื่องจากนายศิววัชมีพฤติกรรมหลอกลวงประชาชนและสร้างความเสียหายให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ต่อมา ชุดสืบสวนสืบทราบว่า นายศิววัชหลบหนีมาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเดอะแลนด์มาร์ก ย่านลาดพร้าว จึงนำกำลังไปตรวจสอบจนพบตัว จึงแสดงหมายจับและทำการจับกุมตัวผู้ต้องหารายนี้ไว้ได้ เบื้องต้นนายศิววัช ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางละมุง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและขยายผลต่อไป.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

ฆ่าโหด ปาดคอพยาบาลสาว ซุกศพในเก๋ง ล่าชายต้องสงสัย ขับรถมาจอดทิ้ง

ฆ่าโหด

ฆ่าโหด เกิดเหตุ คนร้ายปาดคอพยาบาลสาวคาชุดขาว ซุกศพในเก๋งของผู้ตาย ก่อนขับมาจอดทิ้งไว้ตรงข้าม รพ.ภาชี ล่าชายต้องสงสัย หลังวงจรปิดจับภาพได้ เดินลงมาจากรถ ช่วงตี 1 …

ฆ่าโหด เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 10 มี.ค.62 พ.ต.ท.ธวัชชัย จันทร์เรือง สว.(สอบสวน) สภ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งเหตุมีหญิงสาวถูกฆาตกรรม ทิ้งศพไว้ในรถเก๋ง บริเวณถนนสายภาชี – หินกอง หมู่ 2 ต.ภาชี อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา จึงรายงานให้ พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทราบ ก่อนพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ พบรถยนต์เก๋งสีขาว ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส หมายเลขทะเบียน ญฉ 5426 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่กลางซอยทางเข้าหอพัก ฝั่งตรงข้ามกับโรงพยาบาลภาชี โดยจอดอยู่ไม่ได้ติดเครื่องยนต์ ประตูรถไม่ได้ล็อก

ตรวจสอบภายในรถพบร่างผู้เสียชีวิต ทราบชื่อคือ นางสาวศรีสุภางค์ สุวรรณสิน อายุ 48 ปี ชาว จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่ในสภาพนอนคว่ำ ขาทั้ง 2 ข้างอยู่ช่องกลางระหว่างเกียร์ ส่วนตัวพาดอยู่ที่เบาะหลัง สวมใส่ชุดกู้ชีพฉุกเฉิน EMS สีขาว เสื้อของผู้ตายมีร่องรอยของคราบเลือดจำนวนมาก ที่ลำคอพบมีบาดแผลฉกรรจ์ เหมือนถูกของมีคมปาด

ตรวจสอบภายในรถ พบรองเท้าสีขาว 1 ข้าง อยู่บริเวณที่วางเท้าฝั่งซ้าย ส่วนอีก 1 ข้างอยู่ที่เท้าซ้ายของผู้ตาย ข้าวของภายในรถกระจัดกระจาย ส่วนแหวนทอง นาฬิกาข้อมือ และของมีค่ายังอยู่ครบ ตรวจพบว่ามีเพียงกล้องติดหน้ารถถูกคนร้ายถอดออกไป

ฆ่าโหด

จากการสอบถาม นายณัฐเอก ครามวิชิต อายุ 53 ปี ผู้พบศพคนแรก เล่าว่า ตนเองกำลังจะขับรถไปธุระแต่กลับมีรถเก๋งของผู้ตายจอดขวางทางอยู่ จึงบีบแตรเพื่อให้คนในรถช่วยขยับรถ แต่รถไม่มีการเคลื่อนไหว ตนจึงขับรถมาตีคู่ แล้วก็ใช้มือดึงประตูฝั่งคนขับ พบว่าไม่ได้ล็อก เมื่อเปิดออก ถึงกับผงะ เห็นขาของผู้ตาย และผู้ตายนอนคว่ำหน้าอยู่ จึงรีบโทรแจ้ง 1669 ให้มาดู ก็พบว่าเสียชีวิตแล้ว

ขณะที่ นายพัฒนา อ่วมเทพ อายุ 53 ปี สามีผู้ตาย เล่าว่า ผู้ตายทำงานเป็นเจ้าหน้าที่พยาบาลกู้ชีพฉุกเฉิน EMS โรงพยาบาลภาชี ก่อนที่จะมาพบกลายเป็นศพ ได้ออกจากบ้าน ไปเข้าเวรทำงานปกติ ซึ่งตนเองก็มาส่งที่รถ จากนั้นภรรยาก็ไปเข้าเวรช่วงบ่ายของวันที่ 9 มีนาคม และจะออกเวรช่วงเที่ยงคืน และจะถึงบ้านไม่เกินเที่ยงคืนครึ่ง แต่วันนี้ตนตื่นมาช่วงตี 4 ไม่พบภรรยา จึงรีบออกมาตามหา ที่โรงพยาบาลภาชี ก็พบว่าภรรยาเสียชีวิตแล้ว ซึ่งตนเองถึงก็ทำอะไรไม่ถูก ไม่ทราบด้วยว่าคนที่ลงมือก่อเหตุต้องการอะไรจากภรรยา ถึงได้ลงมือฆ่ากันอย่างโหดเหี้ยมขนาดนี้

จากการตรวจสอบกล้องวงปิด บริเวณจุดเกิดเหตุ สามารถจับภาพขณะที่รถยนต์เก๋งของผู้ตาย ขับมาจอด บริเวณปากทางที่เกิดเหตุช่วงเวลาประมาณ 01.00 น. จากนั้นดับเครื่องยนต์ปิดไฟหน้า โดยมีชายรูปร่างผอม สูง สวมเสื้อแขนสั้น กางเกงขายาว สะพายกระเป๋าสีดำ เดินลงมาจากรถฝั่งคนขับ สังเกตที่มือของคนร้าย ถือผ้า 1 ผืน ลักษณะกำลังใช้เช็ดมือ จากนั้นมาดึงประตูฝั่งซ้ายและเดินหลบหนีมาทางถนน ผ่านกล้องไป

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ได้ทำการเก็บรอยนิ้วมือ เส้นผม และหลักฐานต่างๆ ในที่เกิดเหตุ เพื่อเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนสาเหตุการฆาตกรรมอยู่ระหว่างการสอบสวน.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

จับเฒ่าโหดฆ่าทอม ดอดยิงดับคาสระ แค้นส่งเสียให้เงิน กลับนอกใจ

จับเฒ่าโหดฆ่าทอม

จับเฒ่าโหดฆ่าทอม พ่อเฒ่าวัย74ปี ยังไม่หมดกิเลส แค้นสาวทอมในหมู่บ้าน ที่แอบมีสัมพันธ์ ตัวเองส่งเสียให้เงินใช้มาตลอด กลับไปมีคนใหม่ พก.38ไปเคลียร์ ก่อนกระหน่ำยิงตายคาสระน้ำ

จับเฒ่าโหดฆ่าทอม สืบเนื่องจากเย็นวันที่ 6 มี.ค.62 ร.ต.อ.สากล พลเวียง รอง สว.(สอบสวน) สภ.หนองหญ้าปล้อง จ.เลย แพทย์ รพ.วังสะพุง กู้ภัยสว่างคีรีธรรม จุดโคกขมิ้น เดินทางไปชันสูตรพลิกศพ นางสาวดวงจันทร์ ทองดี ซึ่งเป็นสาวทอม อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 85 หมู่ 11 บ้านป่าไม้งาม หมู่ 11 ต.โตกขมิ้น อ.วังสะพุง จ.เลย ถูกคนร้ายจ่อยิงกลางหลังตรงลอยสักยันต์ 3 นัด จมคว่ำหน้าสระน้ำท้ายหมู่บ้านป่าไม้งาม หมู่ 11 ต.โตกขมิ้น ต่อมา สามารถจับกุมคนร้าย เป็นชายในหมู่บ้าน อายุ 74 ปี สาเหตุจากความหึงหวง

วันที่ 8 มี.ค ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.จักรภพ ท้าวฤทธิ์ ผกก.สภ.หนองหญ้าปล้อง จ.เลย พร้อมทีมชุดสืบสวน ตร.สายตรวจกว่า 10 คน ได้นำตัว นายประหยัด สารมโน อายุ 74 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8 หมู่ 11 ต.โคกขมิ้น อ.วังสะพุง จ.เลย ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ โดยมีญาติพี่น้องของผู้ตายและชาวบ้านที่ทราบข่าว มาดูการทำแผนกว่า 40 คน พร้อมตะโกนสาปแช่ง และจะเข้าไปรุมประชาทัณฑ์

จนตำรวจต้องเข้าขวางและพยายามขอร้อง

จับเฒ่าโหดฆ่าทอม

จากนั้นเริ่มทำแผนที่ริมสระน้ำ ผู้ตายกำลังหาปลาที่สระ ผู้ต้อหายืนอยู่ริมสระ มีการพูดคุยขอร้องไม่ให้ผู้ตายไปคบหากับคนใหม่ เพราะได้ดูแลให้เงินใช้มาตลอด จนผู้ตายได้ต่อว่าและมีปากเสียงกัน

จากนั้นอาศัยจังหวะผู้ตายเผลอยืนหันหลังให้ ผู้ต้องหาใช้ปืนขนาด .38 ที่พกติดตัวออกมาจากเอว กระหน่ำยิงเข้าไปที่หลังผู้ตาย 3 นัด และทิ้งปืนไว้ในพงหญ้า

ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 40 เมตร จากนั้นกลับบ้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งถูกตำรวจจับกุม โดยใช้เวลาทำแผนประมาณ 10 นาที แล้วรีบนำตัวคนร้ายขึ้นรถกลับ สภ.หนองหญ้าปล้อง

เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาฆ่าคนตายโดยเจตนา มีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ยิงปืนในที่สาธารณะ นำตัวส่งศาลฝากขัง ส่วนศพของนางสาวดวงจันทร์ ทองดี อายุ 29 ปี ญาติได้นำร่างออกมาจาก รพ.วังสะพุง ทำพิธีศาสนาที่บ้านเลขที่ 85 หมู่ 11 บ้านป่าไม้งาม หมู่ 11 ต.โตกขมิ้น อ.วังสะพุง ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของครอบครัว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

แม่ “ไผ่ ดาวดิน” ร้อง กสม.ราชทัณฑ์ไม่เซ็นพักโทษลูกชาย ทั้งที่เข้าเกณฑ์

แม่

แม่ เผย “ไผ่ ดาวดิน” อยากใช้สิทธิเลือกตั้ง 24 มี.ค. ขณะที่ผู้เป็นแม่พร้อมด้วย “โบว์ ณัฏฐา”

แม่ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หลังลูกชายไม่ได้รับการพักโทษ ทั้งที่เข้าเกณฑ์

เมื่อวันที่ 7 มี.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา นักกิจกรรมทางการเมือง พร้อมด้วย นางพริ้ม บุญภัทรรักษา แม่ของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” เข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณี นายจตุภัทร์ หรือ “ไผ่ ดาวดิน” ไม่ได้รับการพักโทษตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ทั้งที่เข้าหลักเกณฑ์การพักโทษเช่นเดียวกับนักโทษคนอื่น ๆ

นางพริ้ม เปิดเผยว่า นายจตุภัทร์ เป็นนักโทษลำดับชั้นดีมาก เหลือโทษเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น ทำให้เข้าหลักเกณฑ์การพักโทษเช่นเดียวกับผู้ต้องหาคนอื่นๆ แต่กรมราชทัณฑ์กลับอ้างว่า นายจตุภัทร์ ยังมีคดีชู 3 นิ้ว ในพื้นที่ สน.สำราญราษฎร์ ค้างอยู่ จึงยังไม่ได้รับการพักโทษเหมือนคนอื่น ๆ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า ในส่วนคดีของ สน.สำราญราษฎร์ นั้น คดียังไม่สิ้นสุด และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ฉะนั้นกรมราชทัณฑ์ไม่ควรนำคดีดังกล่าวมาพิจารณายกเว้นการพักโทษของนายจตุภัทร์

แม่

ด้าน นายบุญเกื้อ สมนึก รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า เจ้าหน้าที่จะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา พร้อมกับทำหนังสือสอบถามไปยังกรมราชทัณฑ์ ถึงสาเหตุของการยกเลิกการพักโทษผู้ต้องหา ซึ่งคาดว่าในเร็วๆ นี้จะมีความชัดเจนอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม นายจตุภัทร์ ยังมีความตั้งใจจะใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่จะมีขึ้น ในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ตามระบอบประชาธิปไตย และหวังอย่างยิ่งว่า กรมราชทัณฑ์จะพิจารณาเรื่องการพักโทษใหม่อีกครั้ง เพื่อให้ตัวเองสามารถใช้สิทธิ์เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/