ศาลอนุมัติหมายจับ แก๊งบ้านปาร์ตี้บางบัวทอง รอง ผบ.ตร.สอบด้วยตนเอง

ศาลอนุมัติหมายจับ

ศาลอนุมัติหมายจับ แก๊งบ้านปาร์ตี้บางบัวทอง รอง ผบ.ตร.สอบด้วยตนเอง

ศาลอนุมัติหมายจับ แก๊งบ้านปาร์ตี้บางบัวทอง รอง ผบ.ตร.สอบด้วยตนเอง

ศาลอนุมัติหมายจับ
ตำรวจรวบ 5 ผู้ต้องหา แก๊งบ้านปาร์ตี้บางบัวทอง ตามหมายจับ ตั้งแต่เช้ามืด มาคุมสอบที่ สน.บุคคโล คดีพริตตี้ลันลาเบล รอง ผบ.ตร. เตรียมสอบด้วยตนเอง

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 18 ต.ค. ที่ สน.บุคคโล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ต้องหาจำนวน 5 คน ที่ถูกศาลอาญาธนบุรี อนุมัติหมายจับ ในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิด ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใดๆ, กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุ 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยที่บุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้, หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขัง หรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตาย

ประกอบด้วย 1.นายชัยพล หรือ คิว พรรณา อายุ 29 ปี 2.นายนที หรือ ตี๋ สถิตพงษ์สถาพร อายุ 33 ปี พี่ชายนายคิว 3.น.ส.พิกุลทอง หรือเฟิร์ส บุญตา อายุ 24 ปี แฟนสาวนายคิว 4.นายโกเมศ หรือ ปิงปอง ฤทธิ์นิธิฤกษ์ อายุ 35 ปี และ 5.นายกฤษฎา หรือ โนบิตะ โลหิตดี อายุ 27 ปี

ได้ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ประกอบด้วย พ.ต.อ.คมกฤช สุขไทย ผกก.สส.บก.น.8 และ พ.ต.ท.ปิโยรส กัณหะสิริ รอง ผกก.สส.สน.บุคคโล สนธิกำลังจับกุมตัวแล้วตั้งแต่ช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา โดยขณะนี้ทั้ง 5 รายถูกคุมตัวเข้าห้องสืบสวน สน.บุคคโล อยู่ระหว่างให้ปากคำในเบื้องต้นกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน

ศาลอนุมัติหมายจับ
อย่างไรก็ตาม มีรายงานด้วยว่า เวลา 09.00 น. วันเดียวกันนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. และ พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผบก.น.8 จะมาสอบสวนทั้งหมดด้วยตนเอง.…

อดีตแว้นสอบติดตำรวจ โพสต์อวดเพื่อนแว้น บอกเข้าใจหัวอก ลั่นจะไม่จับกันเอง

อดีตแว้นสอบติดตำรวจ

อดีตแว้นสอบติดตำรวจ โพสต์อวดเพื่อนแว้น บอกเข้าใจหัวอก ลั่นจะไม่จับกันเอง

อดีตแว้นสอบติดตำรวจ โพสต์อวดเพื่อนแว้น บอกเข้าใจหัวอก ลั่นจะไม่จับกันเอง

ตำรวจยศสิบตำรวจตรี
ตำรวจยศสิบตำรวจตรี โพสต์ขอโทษหลังโซเชียลวิจารณ์เดือด ปมลั่นไม่จับเด็กแว้น เพราะอดีตเคยเป็นมาก่อน ยันรู้เท่าไม่ถึงการณ์

กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจยศสิบตำรวจตรีนายหนึ่ง ได้มีการโพสต์เฟซบุ๊ก ทำนองว่าตนเองเพิ่งเข้ารับราชการตำรวจ หลังจากก่อนหน้านี้เป็นเพียงเด็กแว้นธรรมดา โดยระบุข้อความว่า “จากเด็กแว้นที่มีแต่คนเคยด่าเคยว่า กลับกลายเป็นสิบตำรวจตรีที่คนนับหน้าถือตา ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ไม่ยอมแพ้กับคำดูหมิ่นของคนอื่นนะครับ”

พร้อมกันนี้ เจ้าตัวได้มีการโพสต์รูปถ่ายประกอบ เป็นภาพอดีตตอนที่ยังเป็นแค่เด็กแว้น ประกบคู่กับรูปสวมชุดข้าราชการตำรวจ ซึ่งประเด็นดราม่าเกิดขึ้นเนื่องจากที่เจ้าตัวได้เข้าไปตอบคอมเมนต์ที่มีคนแสดงความเห็น ระบุว่า ตนเองจะไม่จับเด็กแว้น เนื่องจากตนเองเคยเป็นมาก่อน เพราะเข้าใจดี ไม่คิดที่จะจับอยู่แล้ว

ตำรวจยศสิบตำรวจตรี
ล่าสุด หลังจากที่เจ้าตัวได้มีการลบโพสต์ดังกล่าวออกไป เนื่องจากมีผู้เข้ามาแสดงความเห็นตำหนิจำนวนมาก ในเรื่องของการเลือกปฏิบัตินั้น เจ้าตัวได้มีการโพสต์ข้อความขอโทษ ยืนยันว่าเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และขาดประสบการณ์ในการเป็นตำรวจ ไม่คิดว่าจะมีผลกระทบในทางเสียหายตามมา

ตำรวจยศสิบตำรวจตรี
ด้าน พ.ต.อ. ชนินทร์ จิตรแจ้ง ผกก.สภ.เมืองบึงกาฬ กล่าวว่า สิบตำรวจตรีคนดังกล่าว เพิ่งมีการรับเข้ามา อายุยังไม่ถึง 22 ปี เขาเองยังคึกคะนอง แต่วันที่ 16 ตุลาคม จะมีการเรียกตัวสิบตำรวจตรีคนดังกล่าว เข้ารับการอบรมปรับพฤติกรรม ให้เจ้าตัวรับทราบบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบ และจะมีการตักเตือนสิ่งที่โพสต์ลงไปในเฟซบุ๊กด้วย…

หนุ่มไอที ม.ราชภัฏฯ ซดเหล้า โดดน้ำเล่นกลางดึก จมหายที่ท่าน้ำนนท์

หนุ่มไอที

หนุ่มไอที ม.ราชภัฏฯ ซดเหล้า โดดน้ำเล่นกลางดึก จมหายที่ท่าน้ำนนท์

หนุ่มไอที ม.ราชภัฏฯ ซดเหล้า โดดน้ำเล่นกลางดึก จมหายที่ท่าน้ำนนท์

หนุ่มไอที ปี 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร โดดน้ำเล่นกลางดึก จมแม่น้ำเจ้าพระยา สูญหายต่อหน้าต่อตาเพื่อน นักประดาน้ำงมค้นหานานกว่า 2 ชั่วโมง ยังไม่พบร่าง เนื่องจากกระแสน้ำไหลเชี่ยว

หนุ่มไอที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 16 ต.ค.62 ร.ต.อ.ชัยยง อ้วนมะโฮง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองนนทบุรี รับแจ้งเหตุมีวัยรุ่นนักศึกษากระโดดน้ำเล่น สูญหายไปในแม่น้ำเจ้าพระยา เหตุเกิดบริเวณโป๊ะท่าเรือริมเขื่อนท่าน้ำนนทบุรี หลังรับแจ้งรีบรุดตรวจสอบพร้อมมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เจ้าหน้าที่ประดาน้ำ

ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณโป๊ะท่าเทียบเรือริมเขื่อนใกล้กับร้านอาหารริมฝั่ง พบนายจิรศักดิ์ แช่มช้อย อายุ 20 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ ในจังหวัดสุพรรณบุรี นายธนากร โฮงทอง อายุ 20 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

หนุ่มไอที

นายจิรศักดิ เล่าว่า พวกตนทั้ง 3 คนทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านติวานนท์ หลังร้านเลิกเวลา 22.00 น. ได้ชักชวนกันมานั่งเล่นและดื่มเหล้าที่โป๊ะดังกล่าว มีตน นายธนากร และนายสุทธิชัย อุติลา อายุ 20 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 แผนกไอที มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร คนที่กระโดดน้ำสูญหาย โดยขับรถจักรยานยนต์ซ้อน 3 กันมา

ขณะที่กำลังนั่งดื่มอยู่นั้น นายสุทธิชัย ได้ถอดรองเท้าออก ทำท่าเหมือนจะกระโดดน้ำเล่น เพราะเห็นมีคนเล่นน้ำอยู่ ตนได้บอกเตือนว่าถ้าว่ายน้ำไม่เป็นอย่ากระโดดเล่นจะดีกว่า พอพูดไม่ทันขาดคำนายสุทธิชัยได้กระโดดลงแม่น้ำเจ้าพระยา ตนตกใจเห็นท่าไม่ดีได้ร้องตะโกนให้คนช่วย และมีคนที่นั่งเล่นอยู่บนเขื่อนกระโดดน้ำลงไปช่วย แต่ไม่ทันการ เนื่องจากกระแสน้ำไหลแรง นายสุทธิชัย ได้จมหายไปกับกระแสน้ำต่อหน้าต่อตา

ทางด้าน นายอธิภัทร เรืองสินทรัพย์ อายุ 28 ปี เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์สาขานนทบุรี กล่าวว่า ขณะที่นั่งเล่นอยู่บนเขื่อน มีคนตะโกนขอความช่วยเหลือว่ามีคนกระโดดน้ำ ตนได้กระโดดลงไปช่วย พอจะถึงตัว นายสุทธิชัยได้จมหายไปต่อหน้าเนื่องจากกระแสน้ำไหลแรง

ต่อมา นางกรรณิการ์ เข่งคุ้ม อายุ 54 ปี นายบัววัน อุติลา อายุ 56 ปี พ่อแม่ของนายสุทธิชัยได้เดินทางมาที่เกิดเหตุ นางกรรณิการ์ กล่าวว่า ลูกชายเรียนหนังสืออยู่และเช่าหอพัก โดยทำงานพาร์ทไทม์ส่งตัวเองเรียนหนังสือ และยังส่งเงินมาให้แม่เพราะมีน้องชายอีกคนเรียนหนังสืออยู่ด้วย หลังทราบเรื่องจากเพื่อนลูก ได้รีบเดินทางมาจาก จ.สมุทรปราการ หวังว่าลูกชายจะปลอดภัย

ทั้งนี้ หลังเจ้าหน้าที่นักประดาน้ำได้ลงค้นหาร่างนายสุทธิชัยนานกว่า 2 ชั่วโมง แต่ยังไม่พบ เนื่องจากกระแสน้ำไหลเชี่ยว จึงหยุดทำการค้นหาชั่วคราว.…

2 พริตตี้สาว ถูกกระบะกระพริบไฟไส่ พร้อมสาดกระสุนใส่เกือบ 10 นัดกลางเมือง

นัดกลางเมือง

2 พริตตี้สาว ถูกกระบะกระพริบไฟไส่ พร้อมสาดกระสุนใส่เกือบ 10 นัดกลางเมือง

2 พริตตี้สาว ถูกกระบะกระพริบไฟไส่ พร้อมสาดกระสุนใส่เกือบ 10 นัดกลางเมือง

นัดกลางเมือง

เป็นโพสต์ที่ได้รับการแชร์จากสมาชิกเฟซบุ๊ก Manasvee SingKorn ซึ่งโพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพ รอยกระสุนปืนที่กันชนหลังรถยนต์เก๋ง และเขียนข้อความว่า “อยู่ดีโดนไล่ยิงกูทำไม ไปทำไรให้ งงมาก 7-8 นัดรัว เหตุเกิดสามแยกการไฟฟ้าบางใหญ่เก่า” โดยเหตุเกิดวันที่ 13 ต.ค. 62

โดยพบว่า ผู้ขับขี่คือ นางสาวมนัสวีร์ สิงห์ขรณ์ เดินทางมาพร้อมเพื่อนสาว ระบุว่า ระหว่างขับมาตามถนนบางกรวย-ไทรน้อย ถึงบริเวณหน้าตลาดเจ้าพระยา 8 สังเกตเห็นรถยนต์กระบะขับตามหลังมา และเปิดไฟสูงใส่ หลังจากนั้น ก็ได้ยินเสียงคล้ายเสียงปืนดังขึ้น 3-4 นัด ด้วยความตกใจ จึงรีบขับรถหนี แต่รถกระบะขับตามจี้ท้าย

เมื่อขับรถมาถึงวงเวียนการไฟฟ้านครหลวงสาขาบางใหญ่ รถกระบะเร่งเครื่องมายิงอีก 3-4 นัด และมีกระสุนปืนนัดสุดท้าย ยิงมาโดนที่บริเวณฝากระโปรงท้ายรถของตน หลังจากนั้น ตนเองสังเกตเห็นรถคันดังกล่าวขับรถขึ้นสะพาน หลบหนีมุ่งหน้าไปทาง อ.บางใหญ่ ก่อนโทรศัพท์แจ้งตำรวจ สภ.บางใหญ่

อย่างไรก็ตาม ตนเองซื้อรถต่อมาจากน้าสาว ประมาณ 1 ปี รถเก๋งของตนเองไม่เคยก่อเหตุมาก่อน ทั้งที่อยู่กับตนเองและอยู่กับน้าสาว ส่วนตัวไม่รู้ว่าคนก่อเหตุคือใคร ตนก็คิดว่า ผู้ก่อเหตุอาจจะอยู่ในอาการที่คึกคะนอง และขู่ตนเองและเพื่อนเท่านั้น

ล่าสุด พนักงานสอบสวนสอบสวนผู้เสียหาย และเพื่อนที่มาด้วยกันแล้ว ซึ่งก็ได้ข้อมูลที่สำคัญหลายอย่างที่สามารถจะติดตามตัวรถที่ก่อเหตุได้ ซึ่งมีการแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบเส้นทางการหลบหนีของผู้ต้องหา นำตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีต่อไป…

หลานชายวัย 42 ยิงลุงดับ ปมเหตุเมียยืมเงินลุง 3 แสน

หลานชายวัย

หลานชายวัย 42 ยิงลุงดับ ปมเหตุเมียยืมเงินลุง 3 แสน

หลานชายวัย 42 ยิงลุงดับ ปมเหตุเมียยืมเงินลุง 3 แสน

หลานชายวัย

หลานชายวัย 42 ปี เลือดขึ้นหน้าชักทูตสังหาร 9 มม.จ่อยิงลุงแท้ๆ ดับ หลังขี่ จยย.มาเคลียร์ปมเงิน 3 แสนที่เมียหยิบยืมไป ถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลไกล่เกลี่ย
เผยพฤติการณ์สุดอุกอาจ พี่สาวเข้ามาห้ามโดนยิงตายไปอีกคน ขณะที่หลานวัย 20 เพิ่งออกมาจากห้องน้ำ รอดตายหวุดหวิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.45 น. วันที่ 12 ต.ค.62 ร.ต.อ.จริยวัฒน์ แทนแก้ว รอง สว.(สอบสวน) สภ.ท่าฉาง อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี รับแจ้งเหตุยิงกันหลังวัดจันทร์ธาราม หมู่ที่ 4 ต.ท่าฉาง
อ.ท่าฉาง มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บสาหัส 1 ราย จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ และออกตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พ.ต.อ.นิพล ชาตรี ผกก.สภ.ท่าฉาง, พ.ต.ท.ประภาส ทองสมุทร รอง ผกก.
กู้ภัยกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานี พิสูจน์หลักฐาน 8 เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุหน้าบ้าน 465 หมู่ 4 ต.ท่าฉาง เป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ 2 ชั้น บริเวณเพิงหน้าบ้านพบศพ นายอุทัย เพ็งบูลย์ อายุ 76 ปี เจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ สภาพนุ่งเสื้อสีขาว กางเกงขายาว นอนหงาย
เสียชีวิต มีบาดแผลถูกยิงที่ซี่โครงขวา พบปลอกกระสุน 9 มม. จำนวน 5 ปลอก และหัวกระสุน จำนวน 1 หัว เจ้าหน้าที่เก็บไว้เป็นหลักฐาน

ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสทราบชื่อ น.ส.เกศรา เพ็งบูลย์ อายุ 51 ปี บุตรสาว อยู่บ้านหลังเดียวกัน พลเมืองดีเร่งนำส่งโรงพยาบาลท่าฉาง แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนผู้ก่อเหตุคือ นายนิรุตติ์ เพ็งบูลย์
อายุ 42 ปี เป็นหลานชายของ นายอุทัย ผู้เสียชีวิต ได้ขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ฟีโน่ ไม่ทราบแผ่นป้ายทะเบียน หลบหนีไป

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายพันธรัก เพ็งบูลย์ อายุ 20 ปี หลานชายอีกคนของผู้เสียชีวิตเล่าว่า ขณะเกิดเหตุ นายอุทัย และ น.ส.เกศรา ได้นั่งอยู่บริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุ ก่อนที่ นายนิรุตติ์ เพ็งบูลย์
จะขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาหา และมีการพูดคุยกันประมาณ 5 นาที และเกิดการโต้เถียงขึ้น ก่อนที่นายนิรุตติ์จะชักปืนขนาด 9 มม.ยิงใส่นายอุทัยจนล้มฟุบลงกับพื้น และ น.ส.เกศรา ซึ่งนั่งอยู่ใกล้กัน
วิ่งเข้ามาสวมกอดพร้อมห้ามไม่ให้ยิง กลับถูกนายนิรุตติ์ใช้ปืนยิงใส่เช่นเดียวกัน

“ขณะนั้นตนเองเพิ่งออกมาจากห้องน้ำ เดินมายังหน้าบ้าน นายนิรุตติ์ เห็นเข้าจึงเดินเข้ามาพร้อมยกปากกระบอกปืนมายังตนเอง ด้วยความกลัวตนจึงได้คว้าประตูปิดแล้วหลบหนีออกทางหลังบ้าน
ก่อนที่นายนิรุตติ์จะขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป”

ด้านนายสมบัติ สมเพชร อายุ 53 ปี ลูกเขยและพี่เขยผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุ ตนเองไม่ได้อยู่ในบ้าน ส่วนสาเหตุนั้นคาดว่าเนื่องจากภรรยาคนร้ายได้ทำการยืมเงินตนเองจำนวน 3 แสนบาท
และมีการดำเนินคดี โดยศาลนัดไกล่เกลี่ยเมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งก็ไม่ได้มีการพูดคุยอะไรกันนอกจากการไกล่เกลี่ย และตนเองไม่ได้พักที่บ้านหลังเกิดเหตุ แต่จะเข้ามาในช่วงค่ำของทุกวัน
ซึ่งวันนี้ได้เข้ามาเร็วกว่าปกติและออกไปธุระข้างนอก ก่อนทราบว่าเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น คาดว่าคนร้ายอาจจะเข้ามา และมีการพูดคุยจนเกิดการโต้เถียงและลงมือก่อเหตุจนมีผู้เสียชีวิตดังกล่าว

ด้าน พ.ต.อ.นิพล ชาตรี ผกก.สภ.ท่าฉาง เปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นทำให้ทราบตัวคนร้ายรายนี้ จึงได้สั่งการให้ชุดสืบสวนลงพื้นที่ออกติดตามที่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียงที่คาดว่าจะหลบซ่อนตัว
แต่ยังไม่พบ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอนุมัติหมายจับศาลจังหวัดไชยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.…

อ้างเป็น ผู้กองเก๋ ข่มขู่เก็บค่าคุ้มครองคนจัดงานบุญบั้งไฟอีสาน ซ่อนตัวอยู่บนฝ้า

ผู้กองเก๋

อ้างเป็น ผู้กองเก๋ ข่มขู่เก็บค่าคุ้มครองคนจัดงานบุญบั้งไฟอีสาน ซ่อนตัวอยู่บนฝ้า

อ้างเป็น ผู้กองเก๋ ข่มขู่เก็บค่าคุ้มครองคนจัดงานบุญบั้งไฟอีสาน ซ่อนตัวอยู่บนฝ้า

ผู้กองเก๋

ตำรวจกองปราบตามรวบหนุ่มแสบ แอบอ้างเป็นตำรวจ ยศ “ร.ต.อ.” ชุดเฉพาะกิจปราบปรามอบายมุข รีดไถเงินผู้จัดงานบุญบั้งไฟอีสาน 5 พันบาท เป็นค่าคุ้มครอง

เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ กองบังคับการปราบปราม พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป. พ.ต.ท.นพรัตน์ คำมาก สว.กก.3 บก.ป. นำกำลังจับกุม นายอัครเดช ลือนาม อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 271 หมู่ 2 ต.ปรุใหญ่ อ.เมืองนครราชสีมา ตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น ที่ 588/2558 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2558 ในข้อหาร่วมกันกรรโชกทรัพย์ จับได้ภายในบ้านเลขที่ 62/35 หมู่ 16 ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2558 นายอัครเดช ได้โทรศัพท์ไปหลอกผู้เสียหายที่รับจัดงานบุญบั้งไฟงานประเพณีในเขตพื้นที่ภาคอีสาน ก่อนแอบอ้างเป็นตำรวจ ยศร้อยตำรวจเอก ชุดเฉพาะกิจปราบปรามอบายมุข ข่มขู่เก็บค่าคุ้มครองในการจัดงาน ผู้เสียหายบอกว่าขออนุญาตแล้ว แต่นายอัครเดช ไม่ยอม ด้วยความกลัวมีเรื่องผู้เสียหายจึงโอนเงินให้กับไปจำนวน 5,000 บาท

ต่อมาผู้เสียหายมาทราบภายหลังว่า นายอัครเดชไม่ได้เป็นตำรวจตามที่กล่าวอ้าง จึงเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองขอนแก่น กระทั่งศาลได้ออกหมายจับไว้ กระทั่งเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายอัครเดช หลบหนีมาอยู่ใน จ.สมุทรปราการ จึงขอหมายเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ดังกล่าว พบมารดาของ นายอัครเดช และ บุตรชาย เจ้าหน้าที่ได้แสดงหมายเข้าตรวจค้น

จากการตรวจค้นห้องนอนของ นายอัครเดช ที่อยู่ชั้น 2 ภายในห่องว่างเปล่า แต่ขณะตรวจค้นได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากฝ้าเพดาน จึงได้ปีนขึ้นไปดูพบนายอัครเดช หลบซ่อนตัวอยู่บนฝ้า จึงจับกุมตัวมาสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ นำตัวส่งสภ.เมืองขอนแก่น ดำเนินคดีต่อไป.…

รมว. ความมั่นคงอินโดนีเซีย ถูกคนร้ายลอบแทงขณะลงพื้นที่เมืองปันดากลัง

ถูกคนร้ายลอบแทงขณะลงพื้นที่เมืองปันดากลัง

รมว. ความมั่นคงอินโดนีเซีย ถูกคนร้ายลอบแทงขณะลงพื้นที่เมืองปันดากลัง

รมว. ความมั่นคงอินโดนีเซีย ถูกคนร้ายลอบแทงขณะลงพื้นที่เมืองปันดากลัง

ถูกคนร้ายลอบแทงขณะลงพื้นที่เมืองปันดากลัง
เกิดเหตุนายพล วิรันโต รมว.ความมั่นคงอินโดฯ ถูกคนร้ายบุกแทงด้วยมีดขณะกำลังลงจากรถยนต์ในเมืองปันดากลัง จ.บันเติน ก่อนที่เขาจะทรุดลงกับพื้น เจ้าหน้าที่จับกุมคนร้ายได้ทันควัน 2 ราย

วันที่ 11 ต.ค.2562 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 10 ต.ค.62 เกิดเหตุชายคนร้ายบุกใช้มีดเป็นอาวุธแทงนายพล วิรันโต รัฐมนตรีประสานกิจการการเมือง กฎหมาย และความมั่นคงของอินโดนีเซีย ขณะที่เขากำลังลงจากรถยนต์ในเมืองปันดากลัง จ.บันเติน ก่อนที่เขาจะทรุดลงกับพื้น เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือและนำตัวนายพลวิรันโตส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

ถูกคนร้ายลอบแทงขณะลงพื้นที่เมืองปันดากลัง

โฆษกโรงพยาบาลเบอร์กาห์ เปิดเผยว่า รัฐมนตรีความมั่นคงวัย 72 ปี ได้รับบาดเจ็บเป็นแผลลึก 2 แห่งบริเวณช่วงท้อง แต่ยังรู้สึกตัวและมีอาการทรงตัว โดยได้มีการเคลื่อนย้ายเข้ามารักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลในกรุงจาการ์ตาแล้ว นอกจากมีรายงานว่ามีผู้บัญชาการตำรวจท้องถิ่นได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้อีก 1 นาย

ด้านโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย ระบุว่าตำรวจได้จับกุมคนร้ายเป็นชาย 1 คน และหญิงอีก 1 คนไว้ พร้อมยึดมีดและกรรไกร ที่ใช้ในการก่อเหตุไว้ได้…

หนุ่มขับวิน ตระเวนงัดตู้เอทีเอ็ม อ้างป่วยเบาหวาน ไปนั่งซดเบียร์ หลังเพิ่งฉีดอินซูลิน ทำให้ขาดสติไปชั่ววูบ

ตระเวนงัดตู้เอทีเอ็ม

หนุ่มขับวิน ตระเวนงัดตู้เอทีเอ็ม อ้างป่วยเบาหวาน ไปนั่งซดเบียร์ หลังเพิ่งฉีดอินซูลิน ทำให้ขาดสติไปชั่ววูบ

หนุ่มขับวิน ตระเวนงัดตู้เอทีเอ็ม อ้างป่วยเบาหวาน ไปนั่งซดเบียร์ หลังเพิ่งฉีดอินซูลิน ทำให้ขาดสติไปชั่ววูบ

ตระเวนงัดตู้เอทีเอ็ม
รวบทันควันหนุ่มขับวิน จยย.ย่านบางบอน ใช้ชะแลงตระเวนงัดตู้เอทีเอ็ม คืนเดียว 3 จุด แต่ไม่ได้เงินสดไปแม้แต่บาทเดียว เจ้าตัวอ้างป่วยเบาหวาน ไปนั่งซดเบียร์ หลังเพิ่งฉีดอินซูลิน ทำให้เพี้ยนขาดสติไปชั่ววูบ ขนาดกางเกงที่ใส่ไปก่อเหตุ ยังกลับด้าน

เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 10 ต.ค.62 พ.ต.อ.อำนาจ หาญชนะ ผกก.สน.แสมดำ พร้อมกำลังฝ่ายสืบสวนจับกุมตัว นายประกิจ วาประโคน อายุ 36 ปี ตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี เลขที่ จ.530/2562 ลงวันที่ 10 ต.ค.62 ข้อหาพยายามลักทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์ พร้อมของกลางชะแลง 1 อัน รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นฟีโน่ สีขาวชมพู ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เสื้อผ้าที่สวมใส่ 1 ชุด และหมวกนิรภัยสีขาว 1 ใบ โดยจับกุมตัวได้ในซอยหมู่บ้านพระปิ่น 5 ถนนเอกชัย แขวงและเขตบางบอน กทม.

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 8 ต.ค. ถึงช่วงเช้ามืดวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายชาย 1 ราย ขับขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นฟีโน่ สีขาวชมพู ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ไปตระเวนใช้ชะแลงงัดตู้เอทีเอ็มได้รับความเสียหายไปทั้งสิ้น 3 เครื่อง แต่ไม่ได้เงินสดไปแม้แต่บาทเดียว โดยตู้เอทีเอ็ม 2 เครื่องแรกเป็นของธนาคารกสิกรไทย และธนาคารธนชาต ซึ่งตั้งอยู่บนถนนบางบอน 5 ปากซอย 3 แขวงและเขตบางบอน ท้องที่ สน.บางบอน ส่วนเครื่องที่ 3 เป็นตู้เอทีเอ็มของธนาคารกสิกรไทย ตั้งอยู่กลางซอยหมู่บ้านพระปิ่น 5 ถนนเอกชัย แขวงและเขตบางบอน ท้องที่ สน.แสมดำ

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางบอน สน.แสมดำ และ กก.สส.บก.น.9 ได้สนธิกำลังกันลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ และไล่เช็กกล้องวงจรปิดหาเส้นทางการหลบหนีของคนร้าย จนทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายประกิจ ผู้ต้องหารายนี้ซึ่งมีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างอยู่ที่หมู่บ้านพระปิ่น 5 สวมเสื้อเบอร์ 10 จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับจากศาลติดตามไปจับกุมตัวได้พร้อมของกลางในที่สุด

จากการสอบสวน นายประกิจ ให้การว่า เป็นคนก่อเหตุจริง โดยก่อนก่อเหตุตระเวนทุบตู้เอทีเอ็มได้นั่งดื่มเบียร์แถวบ้านพักไปประมาณ 6-7 ขวด ประกอบกับเพิ่งรับการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากป่วยเป็นโรคเบาหวาน น้ำตาลขึ้น 400 กว่า ทำให้เกิดอาการขาดสติ อารมณ์เพี้ยนไปชั่ววูบ จึงขี่รถจักรยานยนต์นำชะแลงไปตระเวนงัดตู้เอทีเอ็มทั้ง 3 จุดเพียงลำพัง แต่ไม่ได้เงินออกมาจากตู้แต่อย่างใด

“ตนยืนยันทำไปเพราะความเมาและขาดสติ อันน่าจะมาจากผลข้างเคียงของแอลกอฮอล์และอินซูลินที่ฉีดเข้าไปในร่างกาย ตนทำไปแบบไม่มีสติจริงๆ ก็เพราะขนาดกางเกงขาสั้นที่ใส่ไปก่อเหตุยังใส่กลับด้านเลย“

เบื้องต้นชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาพยายามลักทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์แก่นายประกิจ คุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.แสมดำ ก่อนประสานพนักงานสอบสวน สน.บางบอน ติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารธนชาต มาดำเนินการอายัดตัวตามกฎหมายต่อไป.…

ผู้พิพากษายะลา ยิงตัวเองยังคงอยู่ในห้องไอซียู แพทย์ดูแลใกล้ชิด

ผู้พิพากษายะลา

ผู้พิพากษายะลา ยิงตัวเองยังคงอยู่ในห้องไอซียู แพทย์ดูแลใกล้ชิด

ผู้พิพากษายะลา ยิงตัวเองยังคงอยู่ในห้องไอซียู แพทย์ดูแลใกล้ชิด

ผู้พิพากษายะลา

คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เตรียมหารือกรณีผู้พิพากษาศาลจังหวัดยะลาใช้ปืนยิงตัวเองในศาล ขณะที่กระแสในโลกออนไลน์ พบเอกสาร คลิปโยงไปถึงการทำงาน

วันที่ 5 ต.ค. ความคืบหน้านายคณากร เพีชรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นศาลจังหวัดยะลา ใช้ปืนยิงตัวเองภายในศาลจังหวัดยะลาเมื่อวานนี้ โดยขณะนี้นายคณากร ยังคงอยู่ในห้องไอซียู และได้รับการดูแลของแพทย์โรงพยาบาลศูนย์ยะลาอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บที่หน้าอกด้านซ้ายจากกระสุนปืน

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลาเข้มงวดในการให้ข่าวอาการของนายคณากรอย่างมาก โดยต้องเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ยะลาเพียงคนเดียว และไม่อนุญาตให้บันทึกภาพใกล้กับห้องที่นายคณากรรักษาอาการบาดเจ็บอยู่

ผู้พิพากษายะลา

ก่อนหน้านี้ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยจากกรณีที่มีผู้พิพากษาใช้อาวุธปืนยิงตัวเองที่ศาลจังหวัดยะลานั้น ขณะนี้อาการปลอดภัยแล้ว สอบถามในเบื้องต้นสาเหตุเกิดจากความเครียดส่วนตัวของท่าน ซึ่งทางสำนักงานศาลยุติธรรมจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป อย่างไรก็ตามทางผู้บริหารศาลยุติธรรม มีความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ติดตามสอบถามอาการอย่างใกล้ชิด

ผู้พิพากษายะลา

นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ระบุ ในวันจันทร์ที่ 7 ต.ค. จะมีการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ ก.ต. โดยในฐานะเลขานุการ ก.ต. จะนำกรณีนายคณากร รายงานที่ประชุม ก.ต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเหตุการณ์ที่นายคณากรใช้ปืนยิงตัวเองในศาล ไม่นานนักโลกออนไลน์มีการเผยแพร่โพสต์จากเฟซบุ๊กที่ระบุว่า นายคณากรเขียนไว้ก่อนก่อเหตุ, เอกสารคำแถลง 25 หน้าของคณากร เพียรชนะ โดยมีคำลงท้ายว่า “คืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษา คืนความยุติธรรมให้ประชาชน” อ้างอิงที่มา ทรรศิน สินธุระเวชญ์ เพื่อนสนิทของผู้พิพากษาคณากร

นอกจากนี้ยังมีคลิปขณะนายคณากรในชุดผู้พิพากษาพูดถึงการทำหน้าที่ผู้พิพากษาเผยแพร่ตามมาด้วย ขณะที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า จะนำข้อมูลที่นายคณากรและผู้หวังดีส่งให้เปิดเผยต่อสาธารณชน…

ผัววัย32 ฆ่าเมียวัย 28 อุ้มลูกชาย 5 ขวบ ยอมมอบตัวตำรวจ

ผัววัย32

ผัววัย32 ฆ่าเมียวัย 28 อุ้มลูกชาย 5 ขวบ ยอมมอบตัวตำรวจ

ผัววัย32 ฆ่าเมียวัย 28 อุ้มลูกชาย 5 ขวบ ยอมมอบตัวตำรวจ

 

ผัววัย32

ผัว 32 จอมโหด ฆ่าเมียวัย 28 จอบทุบหัวเหวอะ เสียชีวิตคาบ้านพักในพื้นที่เมืองพัทลุง หลังก่อเหตุเข้ามอบตัวพร้อมลูกชายวัย 5 ขวบ แต่ยังไม่ให้การใดๆ ตำรวจเตรียมเค้นสอบพรุ่งนี้

เมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 3 ต.ค.62 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โคกชะงาย จ.พัทลุง รับแจ้งเหตุฆ่ากันตาย ที่บ้านเลขที่ 136 หมู่ 1 ต.โคกชะงาย อ.เมืองพัทลุง จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์นิติเวชฯ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่กู้ภัย
ที่เกิดเหตุภายในห้องโถงของบ้าน พบศพนางวรรณรวี หมุนวงค์ อายุประมาณ 28 ปี นอนจมกองเลือดเสียชีวิตอย่างน่าสยดสยอง ตรวจสอบพบบาดแผลถูกทุบด้วยของแข็งที่บริเวณศีรษะ และบริเวณเท้าซ้ายมีบาดแผลถูกของมีคม นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบจอบมีร่องรอยเปื้อนเลือดถูกวางทิ้งไว้ข้างบ้าน คาดว่าจะเป็นอาวุธที่ใช้ทำร้ายนางวรรณรวี จนเสียชีวิต
จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายพิรุณ อินทร์ทองแก้ว อายุ 32 ปี เป็นสามีของผู้ตาย หลังก่อเหตุได้เข้ามอบตัวพร้อมลูกชายวัย 5 ขวบ แต่ยังไม่ให้การใดๆ กับทางเจ้าหน้าที่ ระบุเพียงว่า ตนเองใช้จอบตีภรรยา เป็นคนบอกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบเอง ว่าเสียชีวิตหรือไม่
ทางด้านนายสมนึก มากอินทร์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 ต.โคกชะงาย เผยว่า โดยปกติฝ่ายชายจะเป็นคนอารมณ์ร้อน ก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยมีปากเสียงทะเลาะกัน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โคกชะงาย ได้เข้ามาไกล่เกลี่ยรอบหนึ่งแล้ว ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดใจเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งดำเนินคดีนายพิรุณ ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” พร้อมควบคุมตัวไว้ที่ สภ.โคกชะงาย เพื่อให้สงบสติอารมณ์ ก่อนสอบปากถึงสาเหตุการก่อเหตุที่แท้จริงอีกครั้งในวันพรุ่งนี้.