นาทีป่าเถื่อน แก๊งโจ๋นับสิบยกพวกตะลุมบอน กลางงานบุญยกช่อฟ้า

นาทีป่าเถื่อน ชาวบ้านยกกล้องถ่ายคลิป แก๊งวัยรุ่นหัวร้อนตะลุมบอนงานบุญยกช่อฟ้าวัดดัง เป็นหลักฐานให้ตำรวจ

นาทีป่าเถื่อน ผู้สื่อข่าวรายงานภาพเหตุการณ์ของกลุ่มวัยรุ่นนับสิบคน กำลังใช้ท่อนเหล็ก ท่อนไม้ และก้อนหิน ตะลุมบอนไล่ทำร้ายชายคนหนึ่ง บริเวณลานวัดงานยกช่อฟ้าอุโบสถ ท่ามกลางสายตาทุกคู่ของชาวบ้านที่ตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยชาวบ้านได้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐานให้ตำรวจดำเนินคดีกับกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุ

นาทีป่าเถื่อน

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดเมื่อเวลาประมาณ 24.00 น ของคืนวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ภายในงานบุญยกช่อฟ้าอุโบสถที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 ธันวาคม 2561 ของวัดแห่งหนึ่งในอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โดยภายในงานมีมหรสพ สร้างความบันเทิงให้กับผู้ที่มาร่วมทำบุญ ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากเดินทาง มาร่วมงานบุญในครั้งนี้

ซึ่งคลิปเหตุการณ์ตะลุมบอลของวัยรุ่นหัวร้อนนับสิบคน กำลังวิ่งไล่ทำร้ายชายหนุ่มคนหนึ่ง ในคลิปภาพจะเห็นว่าชายที่ถูกทำร้ายพยายามวิ่งหนีและขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน แต่กลุ่มวัยรุ่นหัวร้อนวิ่งตามเข้าทำร้ายอย่างไม่ปราณี ทำให้ชายคนดังกล่าวต้องล้มฟุบลงกับพื้นลานวัด

ขณะที่ประชาชนจำนวนมากที่กำลังเดินทางกลับต่างหยุดยืนดูเหตุการณ์ เห็นภาพกลุ่มวัยรุ่นต่างใช้กำลังและอาวุธทำร้ายชายคนดังกล่าว ซึ่งต่อมาพ่อค้าแม่ค้าที่เห็นเหตุการพากันส่งเสียงร้องห้ามปราม จึงทำให้วัยรุ่นผู้ก่อเหตุทั้งหมด แยกย้ายหายไป จากนั้นจึงนำผู้ถูกทำร้ายนำส่งโรงพยาบาลบ้านค่าย

พ.ต.อ.ทนุเนตร ปิตุเตชะ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ้านค่าย จ.ระยอง เปิดเผยว่า หลังเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัว ชายหนุ่มผู้ถูกทำร้ายส่งโรงพยาบาลบ้านค่าย เพื่อให้แพทย์รักษาอาการบาดเจ็บ แต่หนุ่มวัยรุ่นคนดังกล่าวปฏิเส ธไม่ให้แพทย์รักษาบาดแผลและอาการบาดเจ็บ

ทั้งนี้ ชายหนุ่มผู้เสียหายยังไม่เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน เพื่อตำรวจจะได้ติดตามกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุรุมทำร้ายมาดำเนินคดี ในเมื่อผู้เสียหายไม่มาแจ้งความ ตำรวจจึงไม่สามารถติดตามจับผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีได้ เพราะไม่มีผู้เสียหาย

แต่หากหนุ่มวัยรุ่นที่ถูกทำร้ายมาแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีหลักฐานคลิปภาพจากที่ชาวบ้านถ่ายภาพไว้ได้ขณะเกิดเหตุ และเห็นหน้ากลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุทุกคนอย่างชัดเจน ซึ่งตำรวจจะได้ติดตามตัวกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุ มาดำเนินตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

สั่งปลดฟ้าผ่า “ประธานสภา อบต.ผึ้งรวง” เซ่นคลิปหลุดไกล่เกลี่ยคดีรุมโทรมเด็ก

สั่งปลดฟ้าผ่า “ประธานสภา อบต.ผึ้งรวง” นายสิริชัย ประทุมมา ปลัด อบต.ผึ้งรวง อ.เมือง จ.สระบุรีเผยว่า อยู่ระหว่างหารือกับนายก

สั่งปลดฟ้าผ่า “ประธานสภา อบต.ผึ้งรวง” และ สมาชิก อบต.ผึ้งรวง ถึงกรณี นายสังวาลย์ สิทธิปัญญา ประธานสภา อบต.ผึ้งรวง ไปปรากฎตัวและเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้มีการยอมความกันระหว่างผู้เสียหาย กรณีวัยรุ่นชาย 5 คนข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุ 12 ปี ในคลิปที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์

สั่งปลดฟ้าผ่า

โดยในคลิป นายสังวาลย์พูดว่า “เขาทำอะไรน้องบ้าง ใครเสร็จบ้าง” และยังพูดอีกว่า “คุยกันก่อนว่าจะเอายังไง เพราะเด็กมันมั่ว” ซึ่งญาติของเด็กหญิงโต้แย้งว่า “มันมั่วไม่ได้นะคะ

คือมันโดนรุมข่มขืนค่ะ” ก่อนที่ทางอบต.จะบอกว่าให้มานั่งคุยกัน โดยมีเสียงคนโต้แย้งว่าผู้เสียหายไม่ต้องไปสอบ เพราะกลุ่มเด็กผู้ชายรับสารภาพหมดแล้ว ซึ่งคลิปดังกล่าวสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างหนัก

นายสิริชัย ประทุมมา ยอมรับกับทีมครอบครัวข่าวว่า เรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ อบต.ผึ้งรวง เป็นอย่างมาก แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ถูกสังคมรุมประณามสร้างความเสื่อมเสียให้กับองค์กร และจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิก อบต.และประธานสภา

อบต.จึงมีความเห็นร่วมกันว่านายสังวาลย์ ไม่เหมาะสมที่จะเป็นสมาชิก อบต.และประธานสภา อบต.ผึ้งรวง อีกต่อไป โดยจะเชิญนายสังวาลย์มาคุย และขอให้ยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกและประธานสภา ภายใน 12.00 น.วันนี้ (19 ธันวาคม 2561) หากนายสังวาลย์ไม่ยินยอมลาออก ก็จะทำหนังสือถึงนายอำเภอเมืองสระบุรี

เพื่อขออนุมัติเปิดสภาวิสามัญ พิจารณาวาระเร่งด่วน ให้สมาชิกลงคะแนนเสียง 2 ใน 3 ถอดถอนนายสังวาลย์ออกจากการเป็นสมาชิก อบต.และพ้นจากตำแหน่งประธานสภา อบต.ผึ้งรวง โดยยื่นหนังสือต่อนายอำเภอเมืองสระบุรีภายในวันนี้เช่นเดียวกัน โดยคาดว่าจะเปิดประชุมสภาวิสามัญได้ภายใน 1-2 วัน หลังจากได้รับอนุมัติจากนายอำเภอ

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

หนีไม่รอด “เมียไอ้ส่วย” ถูกจับใกล้จุดสังหาร สารภาพร่วมมือผัวฆ่ายกครัว 4 ศพ

หนีไม่รอด หลังจากที่นายกิตติมศักดิ์ สีเดือน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พร้อมชุด ชรบ. และผู้นำหมู่บ้าน ได้จับกุมตัว นางทูนมิต หรือ มุ่ย อายุ 60 ปี เมียของนายส่วยฆาตกรฆ่า 4 ศพ

หนีไม่รอด จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 61 พบผู้เสียชีวิตชาวเมียนมา 4 ศพ ทราบชื่อคือ นายอาดอ อายุ 45 ปี, นางมะขิ่นละ อายุ 40 ปี ภรรยา, ด.ช.ปอเด หรือ ป็อกเด้ง อายุ 4 ขวบ และ ด.ช.อายุ 4 เดือน ภายในไร่ ที่บ้านแม่ตาว หมู่ที่ 1 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด ที่เกิดเหตุล้อมรอบไปด้วยรั้วคอนกรีต โดยพบศพนายอาดอ ภรรยา และ ด.ช.อายุ 4 เดือน นอนเสียชีวิตในกระท่อม ส่วน ด.ช.ปอเด ศพอยู่ในสระน้ำ

หนีไม่รอด

จากการสอบสวน นางสาวน้ำฝน บุตรสาวคนละพ่อของนางมะขิ่นละ ให้การว่า คนร้ายน่าจะเป็น นายส่วย ไม่มีนามสกุล อายุประมาณ 48 ปี คนงานชาวเมียนมา

คนรู้จักอาศัยอยู่ในไร่อ้อยห่างจุดเกิดเหตุประมาณ 500 เมตร เพราะตอนคืนก่อนเกิดเหตุมีปากเสียงทะเลาะกันมีการขู่ฆ่าด้วย ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สอด ได้ขออนุมัติจากศาลจังหวัดแม่สอด ออกหมายจับนายส่วย ผู้ก่อเหตุ ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

(19 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นายกิตติมศักดิ์ สีเดือน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พร้อมชุด ชรบ. และผู้นำหมู่บ้าน ได้จับกุมตัว นางทูนมิต หรือ มุ่ย อายุ 60 ปี เมียของนายส่วยฆาตกรฆ่า 4 ศพ

ได้ที่บริเวณป่าอ้อยห่างจุดเกิดเหตุเพียง 1 กิโลเมตร เมื่อช่วงเย็นวันที่ 18 ธ.ค. ขณะนี้ถูกควบคุมตัวที่ห้องขัง สภ.แม่สอด ซึ่งชุดสืบสวน สภ.แม่สอด ได้นำตัวสอบเครียดเพื่อเค้นให้บอกที่ซ่อนตัวสามีกับเพื่อนซึ่งได้ข้อมูลมาระดับหนึ่งแต่ไม่ขอเปิดเผย

ขณะที่พนักงานสอบสวนได้ขอหมายจับจากศาลจังหวัดแม่สอดเพิ่มอีก 2 คนคือนางทูนมิตและเพื่อนของนายส่วย ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เบื้องต้นการจับกุมนางทูนมิต ได้แจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง

ส่วนการสอบสวนนางทูนมิต เรื่องการลงมือฆ่า นายอาดอ นางมะขิ่นละ และบุตรชายอีก 2 คน นางทูนมิตสารภาพว่าได้ร่วมกันลงมือ ประมาณ 22.00 น. คืนวันที่ 15 ธันวาคม

หลังจากเกิดการทะเลาะและมีการท้าทายกันไปมา จนเกิดบันดาลโทสะพากันเข้าไปรุมทำร้ายด้วยไม้จนเสียชีวิต จากนั้นได้พากันหลบหนีไปหลบซ่อนตัวบนเกาะโนแมนแลนด์ แต่หวั่นว่าจะถูกจับกุมจึงพยายามแยกย้ายหลบหนีออกมาจนถูกจับกุมดังกล่าว

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

โหด ! ลุงอัมพฤกษ์ถูกไม้เท้าตีลูกตาหลุด ซ้ำผลักลงน้ำ-เมียปัดทำ

โหด กรณีพบผู้สูงอายุจมน้ำ และบาดเจ็บสาหัส ถูกปลายไม้เท้าสามขาของตัวเองทิ่มเข้าที่เบ้าตาด้านซ้าย

โหด ทราบชื่อคือ นายหาญ โดยลูกสาวของผู้บาดเจ็บ ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ พ่ออาศัยอยู่กับนางทับทิม ผู้เป็นแม่ ซึ่งทั้งคู่ไม่ค่อยถูกกัน และหย่ากันไปแล้ว จึงมีข้อสันนิษฐานว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่ผู้ก่อเหตุคืออดีตภรรยา

ทีมข่าวเดินทางมาที่จุดเกิดเหตุ ต.เชียงรากน้อย ต.สามโคก ทีมข่าวได้พูดคุยกับเด็กวัยรุ่นที่ลงไปช่วยผู้ประสบเหตุ เปิดเผยว่า ช่วง 11.00 น. มีพนักงานการไฟฟ้าเดินมาแจ้งว่าพบลุงนอนอยู่ในน้ำ ตนจึงรีบไปช่วยเหลือ เมื่อตนไปถึง พบนายหาญนอนบาดเจ็บอยู่ในน้ำ บริเวณริมตลิ่ง ขณะนั้นตนพยายามพยุงตัวเองไม่ให้จมน้ำ เนื่องจากป่วยเป็นอัมพฤกษ์ จากนั้น ตนจึงหาไม้ให้ลุงหาญดึงตัวเองเข้ามาที่ฝั่ง

โหด

โดยสภาพที่เห็นลุงมีแผลที่บนตาซ้าย เป็นแผลเหวอะ คล้ายถูกฟัน เลือดเต็มใบหน้า ลุงบอกเพียงถูกทำร้าย ซึ่งส่วนตัวก็ไม่ทราบว่าใครก่อเหตุ แต่ขณะเจ้าหน้าที่เข้ามาในพื้นที่ นางทับทิม อดีตภรรยาลุงหาญ ก็พูดหลุดปากออกมาว่า “รู้งี้ฟันให้ตายก็ดี” อีกทั้งขณะที่พวกตนช่วยเหลือลุงหาญ นางทับทิมก็ไม่ได้เข้ามาช่วย เพียงแต่นอนให้ลูกชายนวดขาอยู่ในบ้าน

ด้าน นางทับทิม ภรรยาเก่าผู้บาดเจ็บ เพิ่งเดินทางกลับมาจาก สภ.สามโคก ระบุว่า ตนให้การไว้หมดแล้ว ตนไม่ใช่ผู้ก่อเหตุทำร้ายอดีตสามี และไม่มีเหตุผลที่ต้องทำ ลูกชายตนเพียงพาสามีเก่ามาฝากให้ตนดูแล ตนก็มีหน้าที่เพียงดูแลหา อาหารให้กิน และดูเรื่องฝึกเดินให้ นอกจากนั้นก็ต่างคนต่างอยู่

หากตนเป็นผู้ก่อเหตุจริง ก็คงถูกจับไปแล้ว อีกทั้งตนไม่ทราบว่า สามีตกลงไปในน้ำได้อย่างไร และไม่รู้ว่าสามีเก่ามีแผลที่เปลือกตาเช่นนั้นได้อย่างไร

ทั้งนี้ หากตนต้องการทำร้ายสามีเก่าจริงๆ ก็คงกระทำไปนานแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ลูกๆ เคยพาอดีตสามีมาฝากให้ตนดูแล ยืนยันว่าตนไม่คิดทำร้าย เพราะหากตนอยากทำร้ายสามีเก่าจริง ก็คงไม่ปล่อยให้แวะเวียนมาบ้านตน 4-5 ครั้งเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม ตนยอมรับว่าอาจมีดุด่าและ ใช้ไม้ทุบตีบ้าง เหตุเพราะอดีตสามีเข้าห้องน้ำอุจจาระไม่กดบ้าง อุจจาระ ปัสสาวะเรี่ยราดบ้าง แต่ไม่คิดถึงขั้นเอาชีวิต

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ตื้บน่วมทั้งเปลือย ไอ้หื่นบุกฉุดแม่ยังสาวต่อหน้าลูกวัย 5 ขวบ หมายขืนใจกลางทุ่ง

ตื้บน่วมทั้งเปลือย พลเมืองดีสองพี่น้องวิ่งไปช่วยชีวิตแม่ยังสาว ถูกไอ้หื่นลากออกมากลางทุ่งหมายขืนใจ

ตื้บน่วมทั้งเปลือย เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายฉุดผู้หญิงเพื่อข่มขืน ขณะที่ชาวบ้านได้ช่วยกันคุมตัวไว้ได้เหตุเกิดในทุ่งกลางซอยแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช

ที่เกิดเหตุพบว่าชาวบ้านในย่านที่เกิดเหตุได้ช่วยกันจับคนร้าย ในสภาพเปลือยกายล่อนจ้อนและร่างกายสะบักสะบอม ในขณะที่ชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งกำลังช่วยเหลือผู้หญิงวัย 32 ปี ที่ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากถูกทำร้าย

ตื้บน่วมทั้งเปลือย

และช่วยกันนำตัวผู้หญิงเคราะห์ร้ายคนนี้ ขึ้นรถพยาบาลของมูลนิธิประชาร่วมใจ นำส่งโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ซึ่งการตรวจร่างกายของแพทย์พบว่า ผู้เสียหายมีร่องรอยเขียวช้ำบริเวณใบหน้ามีบาดแผลถูกคนร้ายใช้ปากกัดจนเหวอะ

จากการสอบถาม พลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์ เป็นชาวบ้านอยู่ในซอยใกล้ที่เกิดเหตุ แจ้งว่า ขณะยืนอยู่หน้าบ้าน ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากบริเวณทุ่งหลังบ้านของผู้เสียหาย ซึ่งอยู่ห่างไปเพียงเล็กน้อย จึงรีบชวนน้องชายวิ่งไปดู

ก่อนพบเห็นคนร้ายเป็นชายอยู่ในสภาพเปลือยกายล่อนจ้อน กำลังคร่อมร่างของผู้หญิง ที่ร้องให้เสียงดังลั่นขอความช่วยเหลือจึงพุ่งตรงเข้าถีบร่างของคนร้าย จนผงะหงายและเกิดการต่อสู้กับคนร้ายก่อนที่ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงได้ยินเสียงจึงวิ่งเข้ามาช่วยกันจับไว้ได้ในสภาพสะบักสะบอม

ตำรวจตรวจที่เกิดเหตุพบร่องรอยการต่อสู้บนพื้นหญ้า หลังบ้านของผู้เสียหายพบเสื้อผ้าและบัตรประจำตัวประชาชนของคนร้าย คือ นายอรุณศักดิ์ อายุ 30 ปี ก่อนควบคุมตัวไปยัง สภ.เมืองนครศรีธรรมราช แต่ยังไม่สามารถสอบปากคำได้ เนื่องจากผู้ต้องหาอยู่ในสภาพไม่ได้สติ

ขณะที่ผู้เสียหายซึ่งรักษาตัวที่ รพ.มหราช ให้การกับเจ้าหน้าที่ขณะพักผ่อนอยู่กับลูกชายวัย 6 ขวบในบ้านพัก คนร้ายได้บุกเข้ามาในบ้าน แล้วใช้กำลังทำร้าย ก่อนลากตัวตนออกไปหลังบ้าน ตนพยายามต่อสู้และขัดขืนอย่างสุดกำลังแต่ถูกชกต่อยจนทรุด ผู้ต้องหาแก้ผ้าแล้วพยายามมาขึ้นคร่อมแล้วฉีกเสื้อผ้าของตนเองออก จนเพื่อนบ้านมาช่วยเหลือได้ทัน

ทั้งนี้ ร.ต.อ.ธวัชชัย ศรีใหม่ รองสว.(สอบสวน) สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ระบุว่า ได้คุมตัวผู้ต้องหาไว้ที่ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เพื่อให้ได้สติจากนั้นจะตรวจสารเสพติดเบื้องต้น และสอบปากคำผู้เสียหายเพื่อแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายและพยายามข่มขืนกระทำชำเรา

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

ผู้ใหญ่บ้านถูกลูกจ้างที่อุปการะ คลั่งทำร้ายถึงตาย นึกว่ามาขโมยหมูเลี้ยงไป

ผู้ใหญ่บ้านถูกลูกจ้างที่อุปการะ เรื่องราวเหมือนดั้งสุภาษิต ชาวนากับงูเห่า ผู้ใหญ่บ้านเสียชีวิตน่าเศร้า เพราะถูกชาวลาวที่อุปการะและจ้างงานไว้กว่า 20 ปี

ผู้ใหญ่บ้านถูกลูกจ้างที่อุปการะ  ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุสลด คนร้ายลงมือก่อเหตุใช้ท่อนไม้ทุบตี นายปรีชา อายุ 56 ปี ผู้ใหญ่บ้าน บ้านคำพอก หมู่ 3 ต.ท่าจำปา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ระหว่างนำตัวส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลอำเภอท่าอุเทน

ขณะที่ นางวน อายุ 51 ปี ภรรยาของผู้เสียชีวิต ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นเดียวกัน เนื่องจากพยายามเข้าไปช่วยเหลือสามี เหตุเกิดบริเวณใกล้คอกหมู ในสวนปาล์ม บ้านคำพอก หมู่ 3 ต.ท่าจำปา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เมื่อช่วงเช้าวันที่ 9 ธันวาคม 2561

ผู้ใหญ่บ้านถูกลูกจ้างที่อุปการะ

ภายหลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.นที สิริวรวัชร์ ผกก.สภ.ท่าอุเทน ได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ไปตรวจสอบที่เกดเหตุ ทำการสอบสวน ติดตามจับกุมตัวคนร้ายได้ หลังหลบหนีไป

บริเวณใกล้หมู่ บ้าน ก่อนควบคุบคุมตัวมาสอบสวน ทราบชื่อภายหลัง คือ นายแหลด ไม่มีนามสกุล อายุ 48 ปี เป็นชาว สปป.ลาว เป็นลูกจ้างของผู้เสียชีวิต ว่าจ้างไว้ใช้งานดูแลสวน และเลี้ยงหมู มานานเกือบ 20 ปี

เบื้องต้นทางตำรวจได้มีการสอบสวน และแจ้งข้อหาฐานความผิด ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย และได้นำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดนครพนม รอการพิจารณาของศาล

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงญาติของผู้เสียชีวิต ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิตได้เดินทางไปดูสวน และจะนำหมูที่เลี้ยงไว้ไปทำหมูหันให้ญาติและแขกได้รับประทาน ขณะเดียวกันได้พบกับ นายแหลด เป็นลุกจ้างชาวลาว ที่ผู้ตายได้เมตตานำมาดูแล และวานให้ทำสวนและเลี้ยงหมู

ผู้เสียชีวิตได้อุปการะมาเกือบ 20 ปี เนื่องจากสงสาร เพราะเห็นว่าเคยตกงาน จากนั้นได้เกิดปัญหา เนื่องจากนายแหลดเป็นคนสติไม่สมประกอบ ชอบเอะอะโวยวาย บางครั้งพูดจาไม่รู้เรื่อง

แต่ไม่เคยมีปัญหาถึงขั้นทำร้ายร่างกาย จนกระทั่งครั้งนี้ นายแหลด ไม่พอใจ กล่าวหาว่าผู้เสียชีวิตที่เป็นนายจ้างมาขโมยหมูที่เลี้ยงไว้ไปโดยไม่บอกกล่าว กระทั่งเกิดปากเสียงกัน

จนกระทั่งคว้าไม้และจอบทุบตีแบบไม่ยั้ง โดยมีภรรยาของผู้เสียชีวิตพยายามเข้ามาห้ามไว้ ทำให้โดนทุบตีได้รับบาดเจ็บไปด้วยอีกคน เพื่อนบ้านมาช่วยได้ทันและนำตัวทั้ง 2 คน ส่งไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่ภายหลัง นายปรีชา ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตลง

ขณะที่ทางญาติพี่น้องและชาวบ้านต่างพูดถึงเรื่องดังกล่าว ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เคยเมตตาดูแลและอุปการะจ้างงาน เกรงว่าจะไม่มีที่อยู่อาศัย แต่ไม่คิดว่าสุดท้ายจะย้อนกลับมาฆ่าตัวเองเช่นนี้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้รวบรวมหลักฐาน ประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

งานปีใหม่ม้งเปื้อนเลือด รัวยิงคาซุ้มปาลูกโป่ง ตาย 2 ศพ มุ่งปมล้างแค้น

งานปีใหม่ม้งเปื้อนเลือด คนร้ายชักปืนบุกยิงกลางงานปีใหม่ชาวม้ง เพชรบูรณ์ เสียชีวิต 2 ศพ เจ็บอีกราย

งานปีใหม่ม้งเปื้อนเลือด เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งเหตุว่ามีคนถูกยิงเสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บอีกราย เหตุเกิดภายในงานปีใหม่ม้ง บริเวณสนามฟุตบอลทหารผ่านศึก หมู่ที่ 4 ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ จึงประสานแพทย์เวรโรงพยาบาลเขาค้อ พร้อมด้วยอาสากูภัยมูลนิธิสว่างธรรมสถาน เขาค้อ

งานปีใหม่ม้งเปื้อนเลือด

ในที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 2 คน ทราบชื่อคือ นายเจีย อายุ 41 ปี ชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง และ นายเสงี่ยม อายุ 45 ปี เจ้าของร้านปาลูกโป่ง โดยทั้งคู่ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาด เข้าที่ลำตัว พบปลอกกระสุนปืนอาวุธสงครามตกอยู่ 1 ปลอก ทางเจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย กระสุนถูกเข้าที่แขนซ้าย ทราบชื่อคือ น.ส.อรุณรัตน์ อายุ 21 ปี สาวชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง จ.เชียงใหม่ แต่เดินทางมาเยี่ยมญาติและเที่ยวงานปีใหม่ม้งเข็กน้อย

จากการสอบถามพยานที่เห็นเหตุการณ์ ระบุ คนร้ายสวมหมวกไหมพรมคลุมหน้า ถืออาวุธปืน บุกเข้าไปในร้านปาลูกโป่ง แล้วรัวยิงใส่ผู้เสียชีวิต ท่ามกลางชาวบ้านที่มาเดินเที่ยวงาน คาดว่าเป้าหมายการลงมือสังหารคือ นายเจีย ส่วนที่เหลือถูกลูกหลงได้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพุ่งประเด็นการก่อเหตุไว้ 2 ประเด็นคือ เรื่องชู้สาวและเรื่องบาดหมางส่วนตัว เนื่องจากนายเจียเคยมีปัญหาในพื้นที่และได้ย้ายไปอยู่ที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องชู้สาว เพราะนายเจียยังเป็นชายโสดและอาจจะไปติดพันหญิงสาวที่อาจมีเจ้าของอยู่แล้ว

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

น้าชาย-เพื่อนบ้าน ข่มขืนเด็กออทิสติกวัย 13 ปี ขู่ลั่นพ้นโทษจะฆ่ายกครัว

น้าชาย-เพื่อนบ้าน ตำรวจ สภ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ รวบน้าแท้ๆ และเพื่อนบ้านหื่นมีดจี้บังคับข่มขืนหลานสาวป่วยออทิศติก

น้าชาย-เพื่อนบ้าน พ่อสุดช้ำใจถามกินข้าวหม้อเดียวกันทำไมทำได้ลงคอ อยากให้ลงโทษถึงที่สุด พร้อมเผยพฤติกรรมหลานสุดเลวเสพยาคลั่งอาละวาดทำร้ายคนในบ้านประจำ จนต้องพายาย ลูก เมียหนีไปซุกบ้านญาติ

(28 พ.ย.61) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ได้จับกุม นายทวิพงษ์ หรือ ติ๊ก อายุ 37 ปี และ นายสุวิน หรือ น็อต อายุ 25 ปี ชาวบ้านน้ำใส ต.อิสาณ อ.เฉลิมพระเกียรติ หลังจาก น.ส.เมย์ (นามสมมติ) อายุ 22 ปี ได้เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ศักดิ์ชาย กิตติอุดมพันธ์ รองสารวัตร (สอบสวน)

สภ.เฉลิมพระเกียรติ ว่าผู้ต้องหาทั้งสองได้บังคับข่มขืน ด.ญ.เอ (นามสมมติ) อายุ 13 ปี น้องสาวของตนเองซึ่งป่วยเป็นออทิสติก เหตุเกิดตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยนายสุวิน หรือ น๊อต ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุเป็นน้าชายแท้ๆ ของ ด.ญ.เอ ส่วนนายทวิพงษ์ หรือ ติ๊ก เป็นเพื่อนบ้าน

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายทวิพงษ์ หรือ ติ๊ก ยอมรับสารภาพว่าได้ลงมือก่อเหตุข่มขืน ด.ญ.เอ จริง ทั้งหมดจำนวน 3 ครั้ง โดยอ้างว่าที่ก่อเหตุเพราะความเมาจึงเกิดอารมณ์ทางเพศ ส่วนนายสุวิน ซึ่งเป็นน้าชายแท้ๆ ยังให้การปฏิเสธ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวนายทวิพงษ์

น้าชาย-เพื่อนบ้าน

ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านของผู้ต้องหาเอง ส่วนนายน๊อต ที่ยังให้การปฏิเสธ ก็ได้ควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะมั่นใจในพยานหลักฐาน ประกอบกับนายติ๊ก ก็ให้การซัดทอดว่านายน๊อต เคยเล่าให้ตนเองฟังว่าเคยลงมือข่มขืน ด.ญ.เอ หลานของตัวเองจริง

จากการสอบถาม ด.ญ.เอ ผู้เสียหาย เล่าว่า ครั้งแรกที่ถูกนายน๊อต น้าชายข่มขืนกระทำชำเรา คือช่วงกลางเดือน ส.ค. โดยวันเกิดเหตุมีนายน๊อต อยู่บ้านคนเดียว พ่อไปทำงานต่างจังหวัด ส่วนยาย พี่ชาย และพี่สาว ย้ายหนีไปอยู่บ้านญาติอีกหมู่บ้านหนึ่ง

เนื่องจากกลัวนายน๊อตจะทำร้ายเพราะติดยาเสพติดและชอบอาละวาด แต่ขณะที่ตนเองกลับมาเอารองเท้าที่บ้าน นายน๊อต ก็ใช้มีดจี้ที่เอวแล้วบังคับให้เดินเข้าไปในห้อง พร้อมบังคับให้ถอดเสื้อผ้าแล้วลงมือข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ ด้วยความกลัวจึงไม่กล้าขัดขืนและไม่กล้าไปบอกใคร

จากนั้นช่วงกลางเดือน ต.ค. ตนปั่นจักรยานไปเล่นในหมู่บ้านตามปกติ แต่ขณะปั่นผ่านหน้าบ้านนายทวิพงษ์ หรือ ติ๊ก ก็ออกมายืนขวางรถจักรยานแล้วบังคับให้เข้าไปในบ้าน แล้วใช้กำลังบังคับข่มขืน หลังข่มขืนเสร็จนายติ๊ก ก็ให้เงิน 200 บาท ก่อนที่ตนจะปั่นจักรยานกลับบ้าน แต่ไม่กล้านำเรื่องไปบอกใครเพราะกลัวจะถูกทำร้าย กระทั่งพี่สาวมาเค้นถามเมื่อสองวันก่อนจึงตัดสินใจบอกความจริง

ด้าน น.ส.เมย์ พี่สาว ผู้เสียหาย บอกว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย. เห็นน้องสาวมีอาการผิดปกติ จึงเค้นถามน้องว่าเกิดอะไรขึ้น จนน้องสาวยอมเล่าให้ฟังว่าถูกนายน๊อต ซึ่งเป็นน้าชายแท้ๆ ใช้มีดจี้บังคับข่มขืนขณะน้องกลับมาเอารองเท้าที่บ้าน และได้ถูกนายติ๊ก เพื่อนบ้านใช้กำลังข่มขืนอีกหลายครั้ง ก็รู้สึกตกใจมากเพราะไม่คิดว่านายน๊อต

ซึ่งเป็นน้าชายแท้ๆ ที่อาศัยในบ้านและกินข้าวหม้อเดียวกัน จะทำกับน้องสาวที่ป่วยเป็นออทิสติกได้ลงคอ ก็อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ต้องหาทั้งสองให้ถึงที่สุด

ขณะที่ นายบุญเพ็ง (ขอสงวนนามสกุล) ผู้เป็นพ่อ บอกว่า รู้สึกเสียใจมากไม่คิดว่าคนในครอบครัวเดียวกันและเพื่อนบ้านใกล้ชิด จะมาทำกับลูกสาวของตนเองที่ป่วยเป็นออทิสติกได้ลงคอ หัวอกคนเป็นพ่อรับไม่ได้ก็อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายผู้ต้องหาทั้งสองให้ถึงที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา ครอบครัวก็เอือมระอากับพฤติกรรมของนายน๊อตมาตลอด

เพราะนอกจากจะไม่ทำการทำงานแล้วยังติดยาเสพติด แล้วเกิดอาการคลุ้มคลั่งอาละวาดคนในบ้าน ทั้งยังทำร้ายร่างกายภรรยาตนเองหลายครั้ง จนต้องให้ยาย และลูกๆ ย้ายไปอยู่บ้านญาติเพื่อความปลอดภัย

ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการแจ้งตำรวจจับดำเนินคดีแล้วหลายครั้ง แต่พอออกมาก็มีพฤติกรรมเดิมๆ ซ้ำอีกไม่เข็ดหลาบ และล่าสุดตอนที่เจ้าหน้าที่มาจับกุมที่ก่อเหตุข่มขืนลูกสาว ยังขู่อาฆาตว่าหากพ้นโทษออกมาจะฆ่าให้ตายทั้งบ้าน ซึ่งครอบครัวก็กลัวจะไม่ปลอดภัย

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองไว้ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเบื้องต้นได้แจ้งข้อหา “พราก พา เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครอง, กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภรรยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม”

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

รวบ “พัน เดินดง” เอเย่นต์ยาบ้ารายใหญ่ สารภาพรับยาบ้าจากฝั่งเพื่อนบ้านมาขาย

รวบ “พัน เดินดง” ชุดเคลื่อนที่เร็ว ผวจ.ศรีสะเกษ เปิดแผน “นารีพิฆาต” รวบ “พัน เดินดง” เอเยนต์ขายยาบ้ารายใหญ่ เครือข่ายเรือนจำกันทรลักษ์ สารภาพรับยาบ้าจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านมาขาย

รวบ “พัน เดินดง”  วันที่ 17 พ.ย. 2561 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่หน้าห้องพักรายวันแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่อำเภอขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ นายปรีชา ส่งเสริม หัวหน้าผู้ประสานงานศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดศรีสะเกษ (ศตส.จ.ศก.)

นำกำลังเจ้าหน้าที่ อส.จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นชุดเคลื่อนที่เร็วของ ผวจ.ศรีสะเกษ ร่วมกับ ฝ่ายปกครองอำเภอขุขันธ์ ทหาร กกล.รส.จ.ศรีสะเกษ และ ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ขันธ์ เข้าจับกุมนายสุจันทร์ หรือพัน หรือฉายา “พัน เดินดง” อายุ 37 ปี ได้พร้อมยาบ้า 5 ถุง นับได้จำนวน 938 เม็ด

จากจับกุมตัวได้แล้ว เจ้าหน้าที่เขาตรวจค้นที่บริเวณป่าดอนปู่ตา บ้านตาตุ่ม หมู่ที่ 6 ตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ พบยาบ้า 4 ถุงจำนวน 800 เม็ด และที่หลังบ้านของนายสุจันทร์พบยาบ้าอีก 6 ถุง นับได้ 1,200 เม็ด รวมยาบ้าที่ได้ทั้งหมด 2,938 เม็ด

รวบ

สืบเนื่องจากก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่จับกุมผู้เสพในพื้นที่มาได้ 1 คน ซึ่งผู้เสพรายนี้ได้ให้การรับสารภาพว่า ซื้อยาบ้ามาจากนายสุจันทร์ ซึ่งนายสุจันทร์ ถือว่าเป็นเอเยนต์ขายยาบ้ารายใหญ่ในอำเภอขุขันธ์

โดยมีเครือข่ายอยู่ในเรือนจำอำเภอกันทรลักษ์

สั่งยาบ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมาให้ขาย และเมื่อได้ยาบ้ามาแล้วนายสุจันทร์ก็จะนำเข้าป่าขุดหลุมฝังดินเอาไว้ โดยอาศัยพื้นที่ป่าเป็นที่ขาย ดูบอลออนไลน์ เนื่องจากเห็นว่าปลอดภัย

เพราะหากเจ้าหน้าที่เข้ามาใกล้เพื่อจับกุมก็จะมองเห็นได้ชัดเจนก่อนและหลบหนีได้ง่าย จึงรอดพ้นการจับกุมมาได้ตลอด เจ้าหน้าที่จึงส่งสายลับซึ่งเป็นหญิงสาวหน้าตาดี โทรศัพท์ติดต่อล่อซื้อยาบ้าจากนายสุจันทร์

โดยให้นำยาบ้ามาส่งให้ที่ห้องพักดังกล่าวจนกระทั่งจับกุมได้ ซึ่งนายสุจันทร์ให้การรับสารภาพว่านำยาบ้ามาขายให้ลูกค้าในพื้นที่อำเภอขุขันธ์มานาน

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหานายสุจันทร์ ว่า มียาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย, เสพและเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยผ่านการเสพยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) มาก่อนโดยผิดกฎหมาย นำตัวพร้อมของกลางยาบ้า 2,938 เม็ด ส่ง พงส.สภ.ขุขันธ์ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ชาวบ้านแคลงใจ เปิดคลิปเทียบพิรุธคดีเก๋งชนครูเสียชีวิต อาจมีการเปลี่ยนตัว

ชาวบ้านแคลงใจ กรณีรถยนต์พุ่งชนรถจักรยานยนต์ครูสาวเป็นเหตุทำให้เสียชีวิต ล่าสุดชาวบ้านสงสัยรูปคดี อาจมีการเปลี่ยนตัวคนขับรถที่เกิดเหตุ กล้องวงจรปิดจับภาพหลักฐานที่ดูมีพิรุธ

ชาวบ้านแคลงใจ จากกรณีกรณีอุบัติเหตุรถยนต์ขับแซงขวา ก่อนจะพุ่งชนรถจักรยานยนต์ที่เปิดไฟเลี้ยวรอเลี้ยวเข้าซอย เป็นเหตุทำให้ นางสาวฐานินทรา หรือ ครูนางฟ้า อายุ 32 ปี เสียชีวิต

ส่วนลูกสาวและลูกชายที่นั่งซ้อนท้ายไปด้วยกันได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดถนนป่าตัน-บ้านท่อ ซอย 5 ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ชาวบ้านแคลงใจ

ล่าสุดชาวบ้านภายในชุมชนและเพื่อนครูในโรงเรียน ได้ตั้งข้อสังเกตและเชื่อว่า นายจรัญ อายุ 66 ปี ที่แสดงตัวเป็นผู้ขับรถยนต์คันที่เกิดเหตุ ไม่น่าจะใช่คนขับรถที่ก่อเหตุจริงวิเคราะห์บอล โดยเฉพาะภาพหลักฐานจากกล้องวงจรปิดของชุมชน บันทึกภาพได้อย่างชัดเจนในช่วงเวลาเกิดเหตุ พบว่าภายหลังจากรถพุ่งชนแล้ว รถคันที่ก่อเหตุได้เลยไปหยุดจอดห่างออกไป 50 เมตร

หลังจากนั้นได้มีชายอายุประมาณ 35-40 ปี สวมเสื้อสีเขียวหรือน้ำเงิน กางเกงขาสั้น รองเท้าผ้าใบสีเข้ม เดินลงจากรถฝั่งคนขับ เพื่อเดินมาดูผู้บาดเจ็บ ก่อนจะมีหญิงสวมเสื้อสีแดงลงมาจากฝั่งที่นั่งข้างคนขับ เพื่อตามมาดูเหตุการณ์

ขณะที่ภาพวงจรปิดอีกมุมหนึ่งเป็นภาพขณะที่ร้อยเวรเดินทางมาถึงและสอบปากคำที่เกิดเหตุ แต่กลับพบว่าผู้ที่เข้าให้ปากคำเป็นชายสูงอายุ สวมเสื้อยืดลายแดงขาว กางเกงขาสั้น และ รองเท้าแตะ ซึ่งเป็นคนเดียวกันนายจรัญที่เข้ามอบตัวและให้การกับตำรวจที่ สภ.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในคืนเดียวกันเดียว

นางธนิดา ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า ชายที่เดินลงมาจากรถฝั่งคนขับ อายุไม่ถึง 50 ปี แต่ชายที่สื่อเสนอข่าวว่าเข้ามอบตัวนั้น มีคนพบเห็นว่าขี่รถจักรยานยนต์มาจากฝั่งสะพานป่าตัน ห่างจุดเกิดไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร มาที่จุดเกิดเหตุ ดยจอดรถจักรยานยนต์ไว้ในซอย ก่อนเดินไปที่จุดชนและเดินวนเวียนอยู่บริเวณดังกล่าว และมาทราบภายหลังว่าเป็นคนขับ

เช่นเดียวกับ นายฤธวัฐร์ วรรณประภา รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต ที่เปิดภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อยืนยันว่าชายคนขับรถยนต์กับผู้ต้องหาที่มอบตัวเป็นคนละคน เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนตัวกันอย่างแน่นอน ข้อมูลพิรุธนี้อยากให้ตำรวจช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ดำเนินคดีกับคนทำผิดตัวจริง

รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต ยังบอกว่า คุณครูฐานินทราเป็นคนมีอัธยาศัยดี เป็นที่รักของเพื่อนครู ผู้ปกครองและเด็กนักเรียน จนเด็กๆ เรียกว่าครูนางฟ้า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นทางโรงเรียนได้เปิดช่องทางร่วมรับบริจาคเงินพื่อช่วยเหลือครอบครัวของคุณครูนางฟ้าผ่าเฟซบุ๊กของโรงเรียนหรือสามารถร่วมบริจาคโดยตรงให้กับครอบครัวได้ ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือและเป็นทุนการศึกษาให้กับลูกๆ ของคุณครูนางฟ้าได้มีอนาคตทางการศึกษา

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com/

Just another WordPress site